“เยียวยา” “ทำงานกับตัวเอง”​ “แก้ปม” คำคูลๆในทศวรรษนี้ อาจกลายเป็น buzzword มากกว่าการเติบโตภายในจริงๆ

ผมเจอบทความนึงของเพจ Knowing Mind แล้วรู้สึกน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในยุคนี้ที่คาดหวังให้คนต้องสมบูรณ์แบบ ต้องมีสุขภาพจิตใจดี แฮปปี้ แต่ผมรู้สึกว่าเราอยู่บนโลกที่ฉาบฉวยไปหน่อย โดยเฉพาะมิติของจิตใจและจิตวิญญาณที่เน้นสำเร็จเร็วเกินไป

หลังจากการอ่านบทความ ผมเลยลองย่อ+สรุป+ใส่มุมมองของผมเข้าไปด้วย ทั้งนี้อาจไม่ได้เหมือนต้นฉบับ 100% นะ

ต้นฉบับคือลิงก์นี้ครับ (ถ้ามีโอกาสแนะนำให้อ่านฮะ):
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1493178855795378&set=a.627443545702251

1. “วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” (Spiritual Materialism) เป็นคำศัพท์ที่อธิบายว่า คนจำนวนหนึ่ง ยิ่งปฏิบัติธรรม (หรือทำกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เข้าวัด หาเกจิอาจารย์ อ่านไบเบิล ฯลฯ ได้หมดเลย) กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสะสมอัตตา/ความหยิ่งผยองในตน/อีโก้มากขึ้น

แถมคิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เป็นแค่การเอากิจกรรมมากดอีโก้ไว้ จะได้ไม่ต้อง work on กับมันมาก มันเหนื่อยงี้

2. เรื่องนี้ถูกผสมเข้ามาในวงการการพัฒนาตัวเอง จิตวิทยา อะไรพวกนี้ จนกลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นสินค้าและบริการไปแล้ว

จากสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราค้นพบภายใน (Inner) แต่กลับทำให้เราแสวงหาข้างนอก (Outer) ต้องทำโน่นนี่นั้่น ต้องซื้อคอร์สพัฒนาตัวเองเรื่อยๆไม่จบ ต้องหาอาจารย์ชื่อดัง ต้องเรียนและทำสารพัดมากมายเกินไปหมด และคิดว่ายิ่งรู้เยอะ ยิ่งตื่นรู้กว่าคนที่ไม่ซื้อบริการเหล่านี้

(การซื้อสินค้าบริการเหล่านี้จริงๆดีนะ แต่ไม่ใช่เพื่อการเอามากดข่มจิตใจตัวเอง หรืออวดว่า “ฉันดีกว่าเธอ” ลึกๆภายใน)

3. บางทีเราอยู่ในยุคที่ แทนที่จะสะสมสิ่งของ ความสำเร็จทางการงาน แต่เราอยู่ยุคที่สะสม “ความเป็นคนดีและสมบูรณ์แบบ” เช่น เราต้องสะสมความตื่นรู้ สะสมการทำสมาธิ เข้าฌาณ สะสมภาพลักษณ์ว่าเราไม่มีทรอม่าหรือแผลใจ

เพื่อเพียงพิสูจน์ตัวเราให้สังคมได้ยอมรับเห็นค่า แต่ไม่ใช่เพราะอยากเติบโตข้างในจริงๆ

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)

4. มีคำศัพท์อีกคำคือ “Spiritual Bypass” เป็นการเราพยายามทำกิจกรรมศาสนา จิตวิญญาณ ธรรมะ self-reflection หรืออะไรก็ได้ที่มันดูเข้าถึงจิตใจจิตวิญญาณ แต่ลึกๆเพื่อหนีใจตัวเอง หนีตัวตนที่เรายอมรับไม่ได้ (part/shadow) หนีด้านลึกๆของตัวเอง

คนที่ทำ Spiritual Bypass มักจะดูสงบนิ่งจากภายนอก การปล่อยวาง ไม่ยึดติด แต่ลึกๆแล้ว ความสงบนี้เป็นเหมือนสิ่งที่ครอบด้านที่ไม่ได้ยังไม่ทำงานของเรา แล้วรอวันระเบิด

เคยเจอคนที่ดูภายนอกธรรมะธรรมโม แต่พอไปแตะหรือเผลอไปสะกิดอารมณ์นิดนึง กลับปรี้ดแตกหรือกดข่มใส่เรามะ? คงเป็นประมาณนี้

เน้นย้ำว่า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ดีนะ แต่ควรใช้เพื่อ “เผชิญหน้า/สำรวจ” กับจิตใจตัวเอง มากกว่า “หนี/โยนภาระ” จิตใจตัวเองให้ปัจจัยอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบ

5. ทั้ง Spiritual Bypass และ Spiritual Materialism ล้วนมี 2 ด้านคือ 1. เข้าไปหลบในสงบจอมปลอมเพื่อไม่ต้องรับมือกับความเจ็บปวด 2. นำ “ความเจ็บปวดที่เชื่อว่าเยียวยาแล้ว” มานำเสนอเป็นสินค้าและบริการต่างๆ

6. ในยุคที่คนรู้เรื่องศัพท์ทางจิตวิทยามากขึ้น เช่นรู้ว่า Attachment style คืออะไร / Inner Child คืออะไร ฯลฯ ซึ่งมันดีแหละ แต่บางทีรู้คำศัพท์เหล่านั้นเอง ทำให้เข้าถึงความรู้สึกและประสบการณ์ตรงได้ยากขึ้น เพราะบางครั้งยิ่ง “รู้” มาก มันเป็นกำแพงที่ทำให้เรา “รู้สึก” ด้านอื่นๆได้ยากขึ้น และคิดว่าจัดการเรื่องนั้นเสร็จไปแล้ว

7. บางครั้งเราต้องดูเหตุผลของกิจกรรมที่เราทำ โดยเฉพาะการพัฒนาโลกภายใน เช่น เราสามารถนั่งสมาธิทุกเช้า เพื่อเข้าใจตัวเอง หรือไม่ก็เพื่อหลีกหนีความรู้สึกหรือเหตุการณ์บางอย่าง
.
ภาพลักษณ์ภายนอกดูนั่งสมาธิเหมือนกัน แต่เหตุผลเจตนาต่างกันมาก

8. การพัฒนาตัวเองที่ถูกปรับรูปแบบมาเป็นสินค้าบริการ ต้องการตัวเลขวัดผลลัพธ์ได้ ต้องการสตอรี่เพื่อดึงดูดคนให้มาซื้อ ต้องการแสงเพื่อให้คนมาสนใจ
.
มันขัดต่อธรรมชาติของการพัฒนาจิตใจที่มันเงียบเรียบง่าย ไม่ได้สวยหรู มีความเฟลถอยหลังด้วยซ้ำ รวมทั้งอาจต้องยอมอยู่กับความไม่รู้ อาจต้องยอมรับทุกสรรพสิ่งที่เข้ามาในชีวิตทั้งที่ชอบและไม่ชอบเพื่อให้เห็นตัวเองในทุกด้าน

9. สิ่งที่ดูย้อนแย้งคือ การเติบโตทางภายในจิตใจ จะเกิดขึ้นตอนเรา”ไม่พยายาม”เติบโตทางจิตใจ เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน การพูดคุยและเปลี่ยนสนทนา การเผชิญหน้าการสูญเสีย เหตุการณ์ที่ไม่ชอบ
.
ซึ่งไม่สามารถคาดหวัง/เร่งการเติบโต และคำนวณความสำเร็จออกมาเป็นตัวเลขได้

10. ผมอยากสรุปทุกอย่างด้วยข้อความช่วงท้ายจากต้นเพจครับ

คนที่เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งมักจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาตัวเองน้อยลง เพราะการเติบโตได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ใช่พรอปที่พวกเขาใช้แสดง ความแตกต่างนี้อาจดูเล็กน้อยแต่มันสำคัญมาก เปรียบเสมือนความแตกต่างระหว่าง “คนที่รักการอ่านหนังสือจริง ๆ” กับ “คนที่แค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือ”

11.(จบ) ที่เขียนทุกอย่างไม่ได้บอกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ผมเองก็อยู่ในกระบวนถูกสร้างใหม่ทุกวัน แต่แค่อยากแชร์ประสบการณ์จากบทความและประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น อาจถูกหรือผิดก็ได้ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ 🙏

Similar Posts

  • | |

    ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?

    “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” โพสนี้ถูกเขียนในปี 2021 บน Facebook ของผม ในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาด COVID-19 แล้วมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีน ผมเลยเขียนโพสสะท้อนความรู้สึก ณ ตอนนั้น ออกมา เกี่ยวกับการแสดงออกของคริสเตียนต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและการเมือง ผมอยากนำมาลงในนี้อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อบันทึกเอาไว้ โดยผมได้ปรับปรุงข้อความเพื่อให้อ่านง่ายมากขึ้นด้วยครับ แต่ยังคงเจตนาการสื่อสารไว้คงเดิม ปล. นี่เป็นโพสที่ได้ยอด Engage สูงสุดเท่าที่เคยเล่น Facebook มา เลยอยากบันทึกเพิ่มไว้อีกว่า ผลลัพธ์จากการโพสครั้งนี้นั้น… ทั้งหมดนี้สอนผมว่า “ทุกความเห็นของเรา มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ” ปล. 2 อยากเน้นย้ำว่าเป็นความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่บทความวิชาการ และเห็นต่างได้อย่างสร้างสรรค์ #ระบายยาวๆ “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” . . ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามีหลายความคิดแล่นเข้ามาในหัว เราเลยเอาความคิดที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 อาทิตย์ ที่ผ่านมา (ซึ่งเขียนรวมๆกันในกระดาษ Post-It 12 แผ่น) เอามาจัดรวมกลุ่ม และมาเขียนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวในโพสนี้ ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก และคิดว่ามีคนพูดถึงรัฐบาลในทางไม่ดีพอควรแล้ว ดังนั้น…

  • | |

    ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า : งานสัมมนาที่ห้ามเผยแพร่ แต่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล (จริงๆ)

    เมื่อปี 2021 ผมมีโอกาสฟังงานสัมมนาของนักศึกษาแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (ในที่นี้อาจรวมถึงอาการซึมเศร้าต่างๆด้วย) ว่ามันอาจเป็นผลที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นมาก และทำให้ตระหนักรู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราแทบทุกด้านก็ว่าได้ ความพีคคือ งานสัมมนานี้ถูกไม่ให้เผยแพร่หลังจากนั้น แปลว่ามันมีอะไรบางอย่าง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับผมนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ทำให้รู้ว่า ตัวเราและโครงสร้างสังคมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเครดิตพิเศษให้ อ. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แชร์มุมมองนี้ เปิดโลกประชาชนธรรมดาคนนี้ และน้องๆจากภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยที่จัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมเคยโพสบทสรุปในเฟสบุ๊กส่วนตัวของผม ผมขอคัดลอกมาลงในนี้อีกช่องทาง โดยปรับแก้ไขคำศัพท์บ้างเล็กน้อย และมีเพิ่มเติมข้อมูลในปัจจุบัน (2026) ให้ด้วย “ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า” งานสัมมนาโดยนักศึกษาปี 4 แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังเหมือนมีการสั่งห้ามเผยแพร่ไม่ให้ดูย้อนหลัง ด้วยเหตุผลบางอย่าง… . 0. เราได้ไปฟังสัมมนาเรื่องนี้มาแล้วได้ประโยชน์มาก เราตั้งใจจะแชร์สิ่งที่เราโน้ตเอาไว้อยู่แล้ว แต่ตอนหลังรู้ว่าเหมือนจะมีการห้ามเผยแพร่คลิปของงาน เราก็จะอยากเอาสิ่งที่เราจดโน้ตไว้ บวกกับข้อมูลจากการอ่านบทความข้างนอกที่เกี่ยวข้องมารวมกันด้วย ทั้งนี้อาจมีเนื้อหาซ้ำกันวนกันบ้าง มีความเห็นเราปนบ้าง แต่เราตั้งใจเขียนมากๆ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับหลายๆคน . 1. ปัจจัยที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามีปัจจัยจากA. ร่างกาย…

  • | |

    ไดอารี่การไปปฏิบัติธรรมตามแนวทาง อ.โกเอนก้า (ฉบับคริสเตียนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม)

    ไดอารี่การไปปฏิบัติธรรมตามแนวทาง อ.โกเอนก้า (ฉบับคริสเตียนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม) เนื่องจากเนื้อหายาวประมาณนึง (พิมพ์ใส่ Microsoft Word ได้ 18 หน้า 🤣) เลยขอแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ตอนดังนี้ครับ Part 1 – อะไรคือเหตุผลที่อยากไปปฏิบัติธรรม?เรื่องเล่าช่วงก่อนไปปฏิบัติธรรม Part 2 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 1เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 0 (ปฐมนิเทศ) ถึงวันที่ 3 Part 3 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 2เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 4-10 Part 4 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 3เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 11 และหลังจากวันนั้น หมายเหตุ* การไปปฏิบัติธรรมนี้ ไม่อนุญาตให้จดบันทึกใดๆ ข้อมูลที่เขียนทั้งหมดจึงมาจากความทรงจำที่อาจผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือเข้าใจผิดได้* ไดอารี่เขียนเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แต่นำมาลงภายหลังจากนั้น ในช่วงกันยายน 2026 ⚠️สำหรับผู้ที่อยากรับประสบการณ์การไปปฏิบัติธรรมโดยไม่ถูกสปอย (Spoil) ล่วงหน้าใดๆ แม้แต่น้อย…

  • | |

    การเชื่อพระเจ้าที่ทำให้ความเย่อหยิ่ง (หรืออีโก้) สูงขึ้นโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว…

    ข้อความนี้เป็นข้อความที่เขียนบนโซเชียลส่วนตัวเมื่อปี 2022 เป็นบทความที่เกิดจากการตลกผลึกของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในการเติบโตฝ่ายวิญญาณและศาสนาของผม “วิญญาณ/กรอบศาสนา” เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้ผม “ตื่นรู้” มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และตอนนี้ คีย์เวิร์ดนี้ได้ทำผมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล โดยภาพรวม ทำให้ผม ผมได้คัดลอกข้อความบน Facebook มาลงในนี้ และมีการปรับคำศัพท์ให้ดีขึ้น อยากบอกว่า เนื้อหาในนี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย แบบเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่คำโฆษณาสวยหรู ลองดูนะครับ 😀 ** บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคริสเตียน อาจมีศัพท์เทคนิคทางศาสนาเยอะหน่อย แต่ตั้งใจเขียนเขียนให้ทุกคนอ่านได้ครับ ** บทความนี้เป็นบทความที่เขียนโดยมุมมองของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอิงทางศาสนศาสตร์ใดๆได้ เป็นแค่แชร์มุมมองคนๆหนึ่งเท่านั้น อย่าคาดหวังความถูกต้องทางวิชาการแต่อย่างใด ผมสารภาพอย่างหนึ่งว่า เรารู้สึกเป็นคนเลวมาก เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองติด “กรอบศาสนา” ตั้งแต่ไหนแต่ไร เรามีมุมมองการทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการใช้เลนส์ “กรอบศาสนา” โดยคิดว่า การเคร่งศาสนาเป็นความดี การตัดสินคนที่ไม่เชื่อหรือไม่เคร่งเหมือนเราเป็นสิ่งที่ดี และเราภูมิใจกับสิ่งนี้ ลึกๆรู้สึกโอเคกับการตัดสินคน ควบคุมคน คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น (หรือดีกว่าคนไม่เชื่อพระเจ้า) ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภายนอกเราก็ดูเป็นคนที่เป็นคนดี (คิดว่านะ 55+) แต่ด้านในจิตใจที่ทุกคนไม่เห็นด้วยตาคือการภูมิใจกับความเคร่งครัดในกรอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ภายในใจเต็มไปด้วยการตัดสิน การวิจารณ์ ความหยิ่ง อีโก้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *