การเชื่อพระเจ้าที่ทำให้ความเย่อหยิ่ง (หรืออีโก้) สูงขึ้นโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว…

ข้อความนี้เป็นข้อความที่เขียนบนโซเชียลส่วนตัวเมื่อปี 2022 เป็นบทความที่เกิดจากการตลกผลึกของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในการเติบโตฝ่ายวิญญาณและศาสนาของผม

“วิญญาณ/กรอบศาสนา” เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้ผม “ตื่นรู้” มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และตอนนี้ คีย์เวิร์ดนี้ได้ทำผมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล

โดยภาพรวม ทำให้ผม

  • เข้าถึงแก่นของความดีงามในศาสนาคริสต์ / คัมภีร์ไบเบิลได้ดีขึ้น
  • อยู่กับปัจจุบันขณะได้มากขึ้น
  • มีอิสระทางจิตใจ พบสันติสุขมากขึ้น อย่างที่พระเยซูทรงสัญญาว่าจะให้
  • เป็นมนุษย์ปกติธรรมดา (มนุษย์ที่ควรจะเป็น) ได้ง่ายและลงตัวกับตัวเองมากขึ้น
  • ไม่กดดัน ไม่ทำให้ตัวเองให้เป็น Perfectionist เหมือนแต่ก่อน แบบเป็นธรรมชาติ
  • ฯลฯ

ผมได้คัดลอกข้อความบน Facebook มาลงในนี้ และมีการปรับคำศัพท์ให้ดีขึ้น

อยากบอกว่า เนื้อหาในนี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย แบบเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่คำโฆษณาสวยหรู ลองดูนะครับ 😀

** บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคริสเตียน อาจมีศัพท์เทคนิคทางศาสนาเยอะหน่อย แต่ตั้งใจเขียนเขียนให้ทุกคนอ่านได้ครับ

** บทความนี้เป็นบทความที่เขียนโดยมุมมองของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอิงทางศาสนศาสตร์ใดๆได้ เป็นแค่แชร์มุมมองคนๆหนึ่งเท่านั้น อย่าคาดหวังความถูกต้องทางวิชาการแต่อย่างใด

ผมสารภาพอย่างหนึ่งว่า เรารู้สึกเป็นคนเลวมาก เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองติด “กรอบศาสนา”

ตั้งแต่ไหนแต่ไร เรามีมุมมองการทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการใช้เลนส์ “กรอบศาสนา” โดยคิดว่า การเคร่งศาสนาเป็นความดี การตัดสินคนที่ไม่เชื่อหรือไม่เคร่งเหมือนเราเป็นสิ่งที่ดี และเราภูมิใจกับสิ่งนี้ ลึกๆรู้สึกโอเคกับการตัดสินคน ควบคุมคน คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น (หรือดีกว่าคนไม่เชื่อพระเจ้า) ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ภายนอกเราก็ดูเป็นคนที่เป็นคนดี (คิดว่านะ 55+) แต่ด้านในจิตใจที่ทุกคนไม่เห็นด้วยตาคือการภูมิใจกับความเคร่งครัดในกรอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ภายในใจเต็มไปด้วยการตัดสิน การวิจารณ์ ความหยิ่ง อีโก้ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐานแบบเดียวกันกับที่เรายึดถือ ซึ่งมันอาจไม่ได้แสดงออกภายนอกซะทีเดียว แต่เกิดจากการสะสมๆ และไม่เคยรู้ตัว จนวันที่เราเริ่ม “ตาสว่างและมองเห็นมัน” มากขึ้น

หลังจากได้เกิดกระบวนการตกผลึกและเรียนรู้ในระดับหนึ่งแล้ว เลยอยากเขียนบทความเพื่อแชร์มุมมองของเรา

เราขอเรียกสิ่งนี้ว่า “กรอบ/วิญญาณศาสนา” หรือ “วิญญาณฟาริสี” (ฟาริสี = อาจารย์ที่เคร่งศาสนาจัดๆในไบเบิล)

.

.

ฟาริสีได้เปลี่ยนความจริงของพระเจ้าให้เป็นระบบศาสนา เป็นระบบเน้นสิ่งที่แสดงออกภายนอก เช่นพิธีกรรมที่เคร่งครัด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่กลับไร้ความเมตตา
(ภาพสร้างจาก ChatGPT)

1. วิญญาณศาสนา

หน้าตาของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “วิญญาณศาสนา” ก็จะประมาณนี้…

  • การกระทำที่เกี่ยวกับศาสนา แต่ทำให้ใจเราหยิ่งขึ้นทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว
  • อาจแสดงออกมาเป็น คนที่ดีตามคำสอนคริสเตียน ทำกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ (เช่น ไปคริสตจักร นมัสการ อธิษฐาน เข้ากลุ่มเซลล์/แคร์ รับใช้ ฯลฯ) แต่ในจิตใจนั้นมี Mindset หน้าซื่อใจคด เย่อหยิ่ง เคร่งครัดกฎเกณฑ์คำสอนที่สืบทอดมา เพราะคิดว่ายิ่งทำสิ่งเหล่านี้ พระเจ้ายิ่งรักเรา เป็นสิ่งที่ดีในฐานะคริสเตียน
    (ยิ่งพยายามทำกิจกรรมทางศาสนา ยิ่งเป็นคนที่ดี)
  • รวมถึงการที่เราต้องทำตามพิธีกรรมต่างๆ เพื่อเห็นแก่คนที่จับจ้องเราอยู่ ต้องการให้ภายนอกดูดี และต้องการให้บางคนเห็นว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า แม้จะทำให้สุขภาพ การงานเสีย ก็ยังฝืนทำเรื่อยๆ
    (ทำกิจกรรม/พิธีกรรมทางศาสนา เพื่อเอาใจคนรอบข้าง)
  • เชื่อว่าถ้าเราทำกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น กิจกรรม A กิจกรรม B กิจกรรม C แล้วเราจะได้รับการปกป้องจากความชั่วหรือสามารถขอให้พระเจ้าทำบางสิ่งแก่เราตามที่เราต้องการ
    (ฉันทำงานหรือสิ่งต่างๆให้พระเจ้าแล้ว พระเจ้าต้องตอบกลับตามที่ฉันต้องการสิ)
  • เชื่อฟังผู้นำทุกอย่างจนชีวิตพังหรือมีปัญหา (โดยเฉพาะคนที่ self-esteem ต่ำ)
  • ไม่สามารถแสดงความรู้สึกจริงแบบตรงไปตรงมาได้ ต้องฝืนยิ้มแฮปปี้แม้ข้างในเศร้า เพราะเชื่อว่าคนของพระเจ้าต้องยิ้มแย้มตลอดเวลา คริสตจักรต้องเป็นที่ที่มีความสุขเท่านั้น เหมือนกำลังเล่นละครอะไรสักอย่าง

เอาจริงๆ เพราะเราได้รับพระคุณของพระเจ้า ต่อให้เราไม่ทำกิจกรรมที่เคร่งครัดต่างๆ พระเจ้าก็ยังรักเราอยู่ดี … เราทำเพื่อสนองต่อพระคุณนั้นมากกว่า

หากต้องทำกิจกรรมทางศาสนาเพราะต้อง “แบก” หรือ “ผลประโยชน์” เช่น อำนาจ การได้รับการยอมรับ จนเหนื่อยและงงๆ หรือรับใช้พระเจ้าที่ไม่ใช่อยู่บนเหตุผลของการเข้าใจ/ติดสนิท/รักพระเจ้ามากขึ้น อันนี้เป็นโอกาสที่จะลองเช็คตัวเองอีกครั้งว่า โอเคอยู่ไหมกับที่เป็นอยู่

  • ในทางกลับกัน การพยายามถ่อมตัวสุดขั้ว ดูถูกตัวเอง เล่นบทเหยื่อตลอดเวลา กดตัวเองมากเกินกว่าระดับที่เหมาะสม นี่เป็นความหยิ่งอีกประเภทหนึ่ง

การไม่มองตัวเองอย่างเหมาะสม ไม่ว่าเป็นการยกตัวเองสูงเกินจริง หรือเหยียดตัวเองเกินจริง เราก็กำลังเย่อหยิ่ง และไม่ใช่ความรัก

เน้นย้ำอีกทีว่า พระคุณของพระเจ้า (ความรอด) ไม่ได้เกิดจากการเคร่งศาสนา รักษาบัญญัติ สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมในคริสตจักรเพื่อยืนยันว่าฉันเป็นคริสเตียนที่ดี แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้กับเรามาฟรีๆ

พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า
“วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าพวกเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพที่ฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและทุกอย่างที่โสโครก พวกเจ้าก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและความอธรรม (มัทธิว 23:27-28)”

ฟาริสีได้เปลี่ยนความจริงของพระเจ้าให้เป็นระบบศาสนา เป็นระบบเน้นสิ่งที่แสดงออกภายนอก เช่นพิธีกรรมที่เคร่งครัด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่กลับไร้ความเมตตา

.

.

2. พระเยซูคริสต์และวิญญาณศาสนา

ส่วนตัวคิดว่าพระเยซูเป็นต้นแบบที่ดีของการมองไปลึกที่หัวใจ มากกว่าแค่กิจกรรมทางศาสนาภายนอก หรือทัศนคติประมาณว่า “ฉันคือคนของพระเจ้า ทำให้ฉันอยู่เหนือคนไม่เชื่อพระเจ้า”

พระเยซูทรงพูดคุย รักษาโรค สั่งสอน ก็ตั้งแต่คนยากจนถึงเศรษฐี (หลายชนชั้น) รวมทั้งคำอุปมาต่างๆอย่างชาวสะมาเรียใจดี ที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แม้เป็นชนชาติที่ไม่ชอบหน้ากัน ก็เล็งเห็นถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)

ทรงยกคำสอนไปสู่ระดับจิตใจ (พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้แค่ “ประพฤติ” ถูก แต่ “ใจ” ต้องถูกด้วย) และต้องเต็มไปด้วยความรัก

กิจกรรมทางศาสนาที่ทำเพราะต้องทำแต่ไม่ได้มีหัวใจความรักแทรกอยู่ จึงไม่โอเค นอกจากนั้น หากเกิดความหยิ่งหรืออีโก้ เพราะรู้สึกดี/ภูมิใจที่ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันเชื่อ เพียงแค่นั้น อันนี้ก็ไม่โอเคเช่นกัน

ความเชื่อ ความรู้/สติปัญญา ความจริง ต้องไปด้วยกัน

.

.

3. ศาสนาและวิญญาณศาสนาในปัจจุบัน

การเชื่อว่าคนคริสเตียน มีความดีความชอบมากกว่า คนไม่เป็นคริสเตียน
(ภาพจาก ChatGPT)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระคัมภีร์ที่ถูกเขียนมานานแล้ว ณ บริบทและสังคมโลกขณะหนึ่ง ถ้าจะใช้งาน จำเป็นต้องประยุกต์ข้อคิดจากพระคัมภีร์มาใช้กับบริบทในปัจจุบัน ทั้งในระดับส่วนตัว และสังคม

สิ่งที่อาจพิจารณาว่าเป็นวิญญาณศาสนาหรือความหยิ่ง (ในมุมส่วนตัว) ที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบันเช่น

  • การเชื่อว่าคนคริสเตียน มีความดีความชอบมากกว่า คนไม่เป็นคริสเตียน
    อาจเกิดจากการได้ยินคำพูดบางอย่างที่อาจทำให้รู้สึกหรือตีความแบบนั้น
  • การเชื่อว่าการแปะพระคัมภีร์รอบบ้านอ่านเสียงดังๆ เปิดเพลงคริสเตียนเสียงดังๆให้เพื่อนบ้านได้ยิน เป็นสิ่งดีและถวายเกียรติแด่พระเจ้า
    เพราะคิดว่าเพื่อให้คนได้รู้จักพระเจ้า
    [มองถอยออกจากเหตุการณ์ให้ห่างขึ้นแล้วลองมองตามความเป็นจริง โดยปกติไม่น่ามีคนชอบการเสียงดังรบกวนใดๆอะ]
  • การมองคนที่เป็น LGBT เป็นคนไม่เท่ากับเรา
    เพราะคำสอนในคริสตจักรที่ทำให้เราเชื่อว่าการเป็น “ชาย-หญิงแท้ = ไม่บาป” แต่เพราะฉันไม่เป็น ฉันเลยเป็นคนที่ดีกว่าเขา แถมบางทีเราไม่เข้าใจตัวตนเขาจริงๆ แล้วเรายังไปแซะเค้าด้วยความภูมิใจอีก
  • การแยกส่วนโลกมนุษย์กับโลกพระเจ้าที่สุดโต่งดยบอกว่า “เพราะโลกเต็มด้วยความบาป ฉันเป็นคนสวรรค์แล้ว อย่าไปยุ่งเลย”
    ส่วนตัวมองว่าพระเจ้ายังให้มนุษย์อยู่บนโลก อยู่กับสังคมผู้เชื่อ (ไม่ได้ให้แยกตัวเนรเทศออกไปบวชเป็นฤๅษีในป่า) นอกจากการสำแดงชีวิตคริสเตียนแล้ว คริสเตียนมีหน้าที่เป็นเกลือและแสงสว่างแก่สังคมในบริบทปัจจุบันอีกด้วย ประเด็นอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม / global warming / สุขภาพจิต / การเมือง / ครอบครัว / ฯลฯ จึงมีความเกี่ยวข้องกับการ ดูแล/อารักขา มนุษย์/โลกใบนี้ที่พระเจ้าให้เท่าที่เรามีขอบเขตสามารถทำได้
    [ส่วนตัวการบอกว่า “คริสเตียนไม่ควรยุ่งเรื่องการเมืองเพราะบาป” เป็นการเหมารวมเกินไป – มันมี Part ของความเห็นแก่ตัวในอำนาจในฐานะมนุษย์และผลประโยชน์ที่ตัวเราคงแก้ไม่ได้อยู่จริง และมันมี Part ของการยืนหยัดโครงสร้างประเทศที่ช่วยให้คนของพระเจ้า (ทั้งคริสเตียนและไม่เป็นคริสเตียน) มีพื้นฐานชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน]
  • การรอดชีวิตและยกเครดิตพระเจ้าบนเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียครั้งใหญ่
    ในมิติส่วนตัว เราสามารถขอบคุณพระเจ้าที่รอดตายได้และเรียนรู้จักความไม่แน่นอนของชีวิต แต่หากการพูดว่า “ฉันรอดตายเพราะฉันเชื่อพระเจ้า พระเจ้าของฉันยิ่งใหญ่กว่าพระองค์อื่นๆ” (และมีนัยยะของการกดคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเล็กลง) อันนี้เริ่มไม่น่าโอเคและ เราว่า

.

ส่วนข้อความช่วงด้านล่างนี้ เป็นเรื่องที่อาจ Sentitive หน่อย
(อย่างที่บอกว่าบทความนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น)

  • การปฏิเสธสัจธรรม (ความจริงแท้ = สิ่งเป็นจริงสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่เกี่ยวกับศาสนา) เพียงเพราะเหตุผล “ไม่ตรงหรือไม่มีในไบเบิล” โดยไม่สน ไม่พิจารณา ไม่เปิดรับอะไรทั้งสิ้นแบบสุดโต่ง ปิดประตูกั้นโดยไม่ใช้สติปัญญาที่พระเจ้าให้ในการไตร่ตรองก่อน เช่น หลักธรรมศาสนาอื่นที่มีประโยชน์และไม่ขัดต่อความเชื่อคริสเตียน เช่น หลักกาลามสูตร
  • การปิดตาหรือปฏิเสธข้อมูลทางประวัติศาสตร์/การเมืองการปกครอง/วิทยาศาสตร์/องค์ความรู้อื่นๆ ที่ช่วยทำให้เราเห็นพระเจ้าในมุมอื่นๆเพิ่มเติม เพียงเพราะเหตุผล “ไม่ตรงหรือไม่มีในไบเบิล” โดยไม่สน ไม่พิจารณา ไม่เปิดรับอะไรทั้งสิ้นแบบสุดโต่ง ปิดประตูกั้นโดยไม่ใช้สติปัญญาที่พระเจ้าให้ในการไตร่ตรองก่อน
  • การคิดเหมารวมกับคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนรอบตัวทุกคนว่าเป็น “คนบาป คนชั่ว ต้องกลับใจ” …เอาจริงๆ บางทีเขาเหล่านั้นมีจิตใจที่ใกล้เคียงพระเยซูคริสต์มากกว่าคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคริสเตียนซะอีก

4. สรุป

ก่อนอื่นอยากขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีสิ่งที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างอันนี้เข้าใจได้นะครับ 🙂

ความเชื่อที่มีธรรมบัญญัติ กฎเกณฑ์ การเคร่งศาสนาเป็นรากฐาน สามารถสร้างความหยิ่งผยอง (อีโก้) แก่ชีวิตเราได้ เป็นความภูมิใจในชีวิตที่คริสเตียนที่อาจคลาดเคลื่อนตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ไปหน่อย

อาจฟังดูแปลก แต่ส่วนตัวคิดว่าความเชื่อทางศาสนาที่ดีคือ ความเชื่อที่ทำให้เรามีสติยืดหยุ่นอีโก้ของตัวเองได้ การที่อีโก้สูงในบางสถานการณ์ และการลดอีโก้สูงในสถานการณ์ แต่ไม่สุดโต่งทางใดทางหนึ่งเกินไป และเปิดรับ ยอมรับความแตกต่างของความเป็นมนุษย์ เหมือนพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นต้นแบบที่ดี

ในหนังสือ พระคุณเปลี่ยนชีวิต โดย Dr.James B. Richards บทที่ 21 สัจธรรมเกี่ยวกับพระเจ้า เขียนไว้ว่า…

ลองดูระบบความเชื่อของเรา ว่าทำให้เรา “รักพระเจ้าสิ้นสุดใจ สุดจิต สุดความคิด” และ “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” มากขึ้นหรือไม่ ถ้าความเชื่อของเราทำให้หวาดกลัวพระเจ้ามากขึ้น คอยจับผิดคนอื่นมากขึ้น แสดงว่าสิ่งที่เชื่อไม่ใช่ความจริง ถ้าตีความพระคัมภีร์ขัดกับหลักการนี้ คุณจะไม่มีวันมองเห็นพระเจ้าในแบบที่พระเยซูเห็นได้เลย

โดยชีวิตส่วนตัว ทุกวันนี้ยอมรับว่าผมมีความหยิ่งหรืออีโก้อยู่พอควร อยู่ในกระบวนการค่อยๆเรียนรู้กับการจัดการสิ่งนี้ไปเรื่อยๆครับ ขอบคุณที่อ่านถึงตรงนี้ครับผม

หนังสือแนะนำ (มากๆ จริงๆ)

  • หนังสือ รักไม่ยั้งหยุดกับบุตรผู้หลงหาย (The Prodigal God) โดย Timothy Keller
    เล่มนี้ดีมากๆ แนะนำเลยพูดถึงเรื่อง บุตรน้องหลงหาย ในอีกมุมหนึ่งคือพี่ชายคนโตที่สะท้อนเรื่องคนเคร่งศีลธรรม

หนังสืออ้างอิงที่ใช้ประกอบ + อ่านเพิ่มเติมได้

  • หนังสือ ชัยชนะเหนือวิญญาณศาสนา (Conquering the Religious Spirit) โดย Tommi Ferite, Rebecca Wagner Sytsema
  • หนังสือ พระคุณเปลี่ยนชีวิต (Grace: The Power to Change) โดย Dr.James B. Richards
  • หนังสือ พระกิตติคุณที่ไม่ถูกเซ็นเซอร์ (The Gospel Uncensored) โดย Alden Swan

ภาพประกอบบทความด้านล่างนี้รู้สึกมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่อย่างบอกไม่ถูก เลยเอามาใส่ครับ

เราเป็นใครในจักรวาลใบนี้หรือ ที่พอมาเป็นคริสเตียนแล้วถึงมีสิทธิทางความดี ความชอบธรรมเหนือคนอื่นๆ?

Similar Posts

  • | |

    ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?

    “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” โพสนี้ถูกเขียนในปี 2021 บน Facebook ของผม ในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาด COVID-19 แล้วมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีน ผมเลยเขียนโพสสะท้อนความรู้สึก ณ ตอนนั้น ออกมา เกี่ยวกับการแสดงออกของคริสเตียนต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและการเมือง ผมอยากนำมาลงในนี้อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อบันทึกเอาไว้ โดยผมได้ปรับปรุงข้อความเพื่อให้อ่านง่ายมากขึ้นด้วยครับ แต่ยังคงเจตนาการสื่อสารไว้คงเดิม ปล. นี่เป็นโพสที่ได้ยอด Engage สูงสุดเท่าที่เคยเล่น Facebook มา เลยอยากบันทึกเพิ่มไว้อีกว่า ผลลัพธ์จากการโพสครั้งนี้นั้น… ทั้งหมดนี้สอนผมว่า “ทุกความเห็นของเรา มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ” ปล. 2 อยากเน้นย้ำว่าเป็นความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่บทความวิชาการ และเห็นต่างได้อย่างสร้างสรรค์ #ระบายยาวๆ “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” . . ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามีหลายความคิดแล่นเข้ามาในหัว เราเลยเอาความคิดที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 อาทิตย์ ที่ผ่านมา (ซึ่งเขียนรวมๆกันในกระดาษ Post-It 12 แผ่น) เอามาจัดรวมกลุ่ม และมาเขียนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวในโพสนี้ ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก และคิดว่ามีคนพูดถึงรัฐบาลในทางไม่ดีพอควรแล้ว ดังนั้น…

  • | |

    ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า : งานสัมมนาที่ห้ามเผยแพร่ แต่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล (จริงๆ)

    เมื่อปี 2021 ผมมีโอกาสฟังงานสัมมนาของนักศึกษาแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (ในที่นี้อาจรวมถึงอาการซึมเศร้าต่างๆด้วย) ว่ามันอาจเป็นผลที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นมาก และทำให้ตระหนักรู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราแทบทุกด้านก็ว่าได้ ความพีคคือ งานสัมมนานี้ถูกไม่ให้เผยแพร่หลังจากนั้น แปลว่ามันมีอะไรบางอย่าง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับผมนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ทำให้รู้ว่า ตัวเราและโครงสร้างสังคมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเครดิตพิเศษให้ อ. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แชร์มุมมองนี้ เปิดโลกประชาชนธรรมดาคนนี้ และน้องๆจากภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยที่จัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมเคยโพสบทสรุปในเฟสบุ๊กส่วนตัวของผม ผมขอคัดลอกมาลงในนี้อีกช่องทาง โดยปรับแก้ไขคำศัพท์บ้างเล็กน้อย และมีเพิ่มเติมข้อมูลในปัจจุบัน (2026) ให้ด้วย “ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า” งานสัมมนาโดยนักศึกษาปี 4 แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังเหมือนมีการสั่งห้ามเผยแพร่ไม่ให้ดูย้อนหลัง ด้วยเหตุผลบางอย่าง… . 0. เราได้ไปฟังสัมมนาเรื่องนี้มาแล้วได้ประโยชน์มาก เราตั้งใจจะแชร์สิ่งที่เราโน้ตเอาไว้อยู่แล้ว แต่ตอนหลังรู้ว่าเหมือนจะมีการห้ามเผยแพร่คลิปของงาน เราก็จะอยากเอาสิ่งที่เราจดโน้ตไว้ บวกกับข้อมูลจากการอ่านบทความข้างนอกที่เกี่ยวข้องมารวมกันด้วย ทั้งนี้อาจมีเนื้อหาซ้ำกันวนกันบ้าง มีความเห็นเราปนบ้าง แต่เราตั้งใจเขียนมากๆ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับหลายๆคน . 1. ปัจจัยที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามีปัจจัยจากA. ร่างกาย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *