ไดอารี่การไปปฏิบัติธรรมตามแนวทาง อ.โกเอนก้า (ฉบับคริสเตียนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม)
ไดอารี่การไปปฏิบัติธรรมตามแนวทาง อ.โกเอนก้า
(ฉบับคริสเตียนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม)
เนื่องจากเนื้อหายาวประมาณนึง (พิมพ์ใส่ Microsoft Word ได้ 18 หน้า 🤣) เลยขอแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ตอนดังนี้ครับ
Part 1 – อะไรคือเหตุผลที่อยากไปปฏิบัติธรรม?
เรื่องเล่าช่วงก่อนไปปฏิบัติธรรมPart 2 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 1
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 0 (ปฐมนิเทศ) ถึงวันที่ 3Part 3 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 2
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 4-10Part 4 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม 3
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 11 และหลังจากวันนั้นหมายเหตุ
* การไปปฏิบัติธรรมนี้ ไม่อนุญาตให้จดบันทึกใดๆ ข้อมูลที่เขียนทั้งหมดจึงมาจากความทรงจำที่อาจผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือเข้าใจผิดได้
* ไดอารี่เขียนเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แต่นำมาลงภายหลังจากนั้น ในช่วงกันยายน 2026
⚠️สำหรับผู้ที่อยากรับประสบการณ์การไปปฏิบัติธรรมโดยไม่ถูกสปอย (Spoil) ล่วงหน้าใดๆ แม้แต่น้อย แนะนำอ่านเฉพาะ Part 1 เท่านั้น
(หลังกลับปฏิบัติธรรมมาแล้วค่อยอ่าน Part 2-4 ต่อได้ครับ 😀)
Part 1 – อะไรคือเหตุผลที่อยากไปปฏิบัติธรรม?
เรื่องเล่าช่วงก่อนไปปฏิบัติธรรม
บทนำ
- เป้าหมายของการเขียวรีวิวนี้คือเป็นบันทึกประสบการณ์ตรงของตัวเองว่าครั้งหนึ่งเราเคยไปมา ทั้งนี้แต่ละคนจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปนะครับ อย่ายึดว่าต้องเป็นตามที่ผมเขียนเท่านั้น
- ผมตั้งใจเขียนแบบบันทึกเรื่องราวและทบทวนชีวิตตัวเองเป็นหลัก โดยมีเรื่องราวส่วนตัวอยู่พอสมควร ผมอาจไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดของการปฏิบัติธรรมและการเตรียมตัวมากนัก ซึ่งสามารถค้นหาตามเว็บหรือ Youtube ได้เลย มีคนให้ข้อมูลส่วนนี้มากมายเลย 🙂
- และขอแนะนำเว็บไซต์ Official เพื่อหาข้อมูลและสมัครคือ https://thai.dhamma.org/ หรือ https://dhammatapoda.org/intro/ (อันหลังนี้เป็นเว็บไซต์แยกออกมาสำหรับศูนย์ตโปทา เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา)
การปฏิบัติธรรมตามแนวทาง อ.โกเอนก้า แบบสรุปย่อมากๆ
- เป็นการไปใช้เวลาอยู่คนเดียว 100% ห้ามพูดคุย สื่อสารกับใคร (ยกเว้นผู้จัดการและธรรมบริกร – ผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกให้เราในช่วงปฏิบัติธรรม) และตัดขาดโลกภายนอก ไม่อ่านหนังสือ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อที่ทำอานาปานสติ (วันที่1-3) และ วิปัสสนา (วันที่ 4 เป็นต้นไป) ตื่นตั้งแต่ตี 4 ถึง 3 ทุ่มของทุกวัน รวมทั้งหมด 10 วัน โดยในวันที่ 10 ถึงอนุญาตให้พูดคุยกันได้
- เวลาจริงๆที่ใช้คือเตรียมไว้ 12 วันคือ Day 0 วันเดินทางเพื่อเข้าที่พักและปฐมนิเทศ Day 1-10 ปฏิบัติธรรม และ Day 11 กลับบ้านช่วงเช้า

- โดยกิจวัตรในแต่ละวันส่วนใหญ่จะเป็นดังตารางด้านล่างนี้ จะมีบางวันที่ตารางเปลี่ยนนิดหน่อย เช่นวันที่ 4 ที่มีการสอนวิปัสสนาช่วงบ่าย และวันที่ 10 ที่ช่วงบ่ายเป็นปัจฉิมนิเทศ ซื้อหนังสือ สื่อธรรมะ โดยมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บริบทชีวิตผมก่อนหน้า ทำไมผมถึงสนใจเรื่องอะไรแบบนี้
- ผมเป็นคริสเตียน (โปรเตสแตนต์) คนหนึ่งมาตั้งแต่เด็กๆ สมัยมัธยมมหาวิทยาลัยเคยเป็นผู้นำกลุ่มทางศาสนา เคยนำกิจกรรมต่างๆในค่าย ซึ่งแฮปปี้มาก แต่พอมาเป็นผู้ใหญ่วัย 30+ ที่ค่อนข้างจะตั้งคำถามกับชีวิตเยอะมากขึ้น
- การเป็นคริสเตียนมันดีในแง่ความรัก ความเชื่อ ความศรัทธา แต่ในอีกมิติหนึ่งผมรู้สึกถึงคำถามบางอย่างที่ตอบไม่ได้ในตัว “ระบบศาสนา” คริสต์ และหลายๆครั้งที่ผมตั้งคำถามไป จะโดนผู้ใหญ่บอกประมาณว่า
“ให้ศรัทธาในพระเจ้า”
“คำถามนี้มาจากความบาป”
“เดี๋ยวถึงเวลาแล้วพระเจ้าจะมีคำตอบให้เอง”
“ให้เชื่อฟังผู้ใหญ่/พี่เลี้ยง”
“ความเชื่อไม่พอ”
“แอบทำบาปมา พระเจ้าเลยไม่อวยพร”
ฯลฯ
ในวัยเด็กผมรู้สึกโอเคกับคำตอบนี้นะ แต่พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มันก็อดคิดไม่ได้ว่า
“ถ้าพระเจ้าที่ผมเชื่อเป็นความจริง ทำไมถึงมีประเด็นยิบย่อยหลายอย่างที่ดูไม่มีคำตอบ หรือดูเหนื่อยซับซ้อนเหนื่อยจัง” - ตั้งแต่เด็กผมพยายามแสวงหาความจริงของพระเจ้า และในวันนี้ผมคิดว่าว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าเกรดดีมีคุณภาพจริงๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาและถูกเช็ค QC (Quality Check) ได้” ไม่น่ามีปัญหาขัดแย้งกับองค์ความรู้ ประสบการณ์ หรือคนไม่เป็นคริสเตียน เอาจริงๆ การที่ผมตั้งใจไปปฏิบัติธรรม หนึ่งในเหตุผลก็คืออยากลอง QC ความเชื่อ ความศรัทธา ความลงตัวหลายๆอย่างของความเชื่อตัวเอง
- การเติบโตในคริสต์โปรเตสแตนต์ที่เป็นสายเคร่งรูปแบบหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่า การทำดีคือการเชื่อฟังสิ่งที่ศาสนา/โบสถ์ (คริสตจักร) บอก และไม่ควรทำอะไรที่อยู่นอกกรอบหรือบริบทเพราะอาจถูกตีความว่าเป็นความบาป แต่อย่างที่บอก ความเห็นผม ณ วันนี้คือ พระเจ้าที่แท้จริงไม่ควรถูกตีกรอบไว้แค่ในโบสถ์หรือกฎกติกาในโบสถ์ ซึ่งหลายอย่างนั้นมนุษย์คิดปรุงแต่งและถ่ายทอดมาให้เราแบบไม่รู้ตัวและอาจทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว
- บวกกับ “เวลาไม่เคยรอใคร” ในปีนี้ (2025) ผมเสียเพื่อนร่วมรุ่นที่ผมพอจะรู้ไป 2 คน และผมเสียแม่ไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมคิดว่าอยากทำอะไรก็ทำเหอะ เราโตแล้ว คนจะรักอยู่เฉยๆเขาก็รัก คนจะเกลียดเราแค่หายใจเฉยๆเค้าก็เกลียดเรา ถ้าการไปปฏิบัติธรรม (ที่ทุกศาสนาไปได้) จะทำให้คนเกลียดเรา หรือถูกเรียกพบเพื่อตำหนิ ก็คงใจร้ายเกิน ผมคิดงี้นะ
ช่วงประมาณ 5 เดือนก่อนหน้าจะเดินทาง
- ระบบสมัครจะเปิดให้สมัครก่อนล่วงหน้า 5 เดือน มีหลายศูนย์ที่ปฏิบัติตามแนวทาง อ.โกเอนก้า ให้เราเลือกไป ซึ่งเราเลือกที่ศูนย์ธรรมตโปทา เขาใหญ่ มี 2 เหตุผลใหญ่ๆ คือ
1. เพิ่งเปิดใหม่บรรยากาศสวยงาม อาคารสิ่งปลูกสร้างดูใหม่
2. มีคนเชียร์ให้ไปที่นี่ เพราะช่วงหน้าหนาว จะได้ฟีลเหมือนเราไปญี่ปุ่น
** ดูรายชื่อศูนย์ต่างๆทั่วประเทศไทยได้ที่เว็บ https://thai.dhamma.org/

(ถ่ายเมื่อ Day 0 ก่อนถูกเก็บโทรศัพท์มือถือ)
- ตอนนั้นกลัวที่จะสมัครมาก เพราะการเป็นคริสเตียน ไม่เคยแตะต้องเรื่องราวปฏิบัติธรรมอะไรแบบนี้เลย นั่งสมาธินิ่งๆอะไรไม่เคยทำ แถมต้องไปอยู่ 10 วันแบบตัดโลกภายนอกอีกด้วย 🤣 คือชีวิตเราจะตัดขาดมือถือได้ขนาดนั้นเลยหรอ มันกลัวนะ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยอมรับว่า เราเป็นพวกติดมือถือ อยากลดการเสพติดมือถือและโซเชียลมีเดียลง การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นการบังคับตัวเองไปในตัวด้วย
- เคยไปอบรมพัฒนาตัวเองคลาสต่างๆ แล้วพบเพื่อนร่วมคลาสประมาณ 3-4 คนแล้วที่เชียร์ให้ไปแบบสุดๆ แบบว่าสักครั้งต้องลองครั้งหนึ่งในชีวิต พูดเชียร์เหมือนได้สปอนเซอร์สนับสนุนมา (ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้สปอนฯ 55+)
- สรุปเราตัดสินใจสมัครไป โดยคิดว่าอยากลองท้าทายตัวเองสักตั้ง และถ้าไม่ไหวจริงๆก็กดยกเลิกได้ ไม่เสียหาย (แต่สรุปสุดท้ายก็ไม่กดยกเลิก 🔥)
Day -1 (วันที่ลบหนึ่ง – วันก่อนเดินทางจริง 1 วัน)
- ความรู้สึกกลัวเข้ามาในใจผมตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางเลย ขณะที่จัดกระเป๋า ยังคงมีคงสงสัยอยู่ในตลอดว่า
“ไปดีรึเปล่านะ”
“กดยกเลิกยังทันนะ”
“จะอยู่รอดไหมนะ”
“คิดถูกไหมที่ไป”
และอื่นๆสารพัดความคิดที่เข้ามาในหัว - เมื่อต้องบอกที่บ้านเรื่องนี้
เอาจริงๆก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ถึงเวลาที่เราต้องบอกความจริงกับครอบครัวที่เป็นคริสต์และอาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะทำ (จำเป็นต้องบอก เพราะหายไป 10 กว่าวันโดยไม่ติดต่อกัน มีช็อคแน่ๆ 55+) ซึ่งกลัวมาก แต่พอบอกแล้วคำตอบที่ได้ก็เซอร์ไพรซ์ ผมบอกพ่อว่าจะไปทำ social detox 10 วันโดยตัดการสื่อสารภายนอกออกหมด พ่อก็ถามรายละเอียดนิดหน่อย และพ่อบอกว่า ถ้ามีไหว้พระก็ไม่ต้องละกัน (ในกรณีนี้พ่อหมายถึงว่าเพราะเราเป็นคริสต์ ไม่ได้เจตนาดูถูกดูหมิ่นศาสนาอื่นใดๆ) แล้วจบ จบแบบง่ายๆ ซิมเปิลกว่าที่คิด เลยรู้สึกโล่ง
ก่อนนอน เราเอาแผนที่และเบอร์ติดต่อฉุกเฉินบอกคนที่บ้านไว้ (เนื่องจากเราต้องตัดการสื่อสารโลกภายนอก 10 วัน เวลาที่บ้านจะสื่อสารกรณีฉุกเฉิน ต้องใช้ช่องทางของศูนย์ปฏิบัติธรรม)
พรุ่งนี้คือวันเดินทางจริงแล้วสินะ…
แชร์คำแนะนำในการเตรียมตัวเพิ่มเติม
(จากประสบการณ์เฉพาะส่วนตัวที่ไปมา)
- ดูอุณหภูมิของสถานปฏิบัติธรรมในรอบที่เราจะไป เพื่อเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมกับสภาพอากาศ
- ขณะอยู่ 10 วัน วางแผนการดื่มน้ำหน่อยนึง เพราะอาจฉี่บ่อยและรบกวนการนั่งปฏิบัติธรรมเราได้ โดยเฉพาะหากไปตอนอากาศหนาวมากๆ
- ตัดเล็บมาก่อนเข้าปฏิบัติธรรม หรือพกกรรไกรตัดเล็บมาก็ได้
- ไม่ต้องกังวลเรื่องความหิว การทานอาหาร 2 มื้อ (เช้า กลางวัน) + ช่วงน้ำปานะ (เย็น เป็นเครื่องดื่มต่างๆ เอาจริงมีขนมปังด้วย) ในมื้อเย็น เพียงพอจริงๆ
- ลองพิจารณารายการของต่อไปนี้เพิ่มเติมครับ
– นาฬิกาตั้งโต๊ะ ใช้ดูเวลาในห้องพัก
– นาฬิกาข้อมือแบบ Analog
(สำหรับนาฬิกา อย่าลืมปิดเสียงปลุกด้วยนะ ตอนที่ผมไป เจอนาฬิกาเสียงดังทุกบ่าย 3 โมง แต่เนื่องจากที่ปฏิบัติธรรมมันก้อง เลยไม่รู้ว่านาฬิกาของใครที่ดัง หาเจ้าของนาฬิกาไม่เจอจนถึงทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อทุกคนที่กำลังตั้งใจปฏิบัติธรรมอยู่)
– ยาป้ายปากร้อนใน – นอนก็น้อย ขนมอบกรอบก็เยอะด้วย 55+
– Power Bank ที่ชาร์จให้เต็มมาก่อน / High speed charger – เพราะมือถือที่เราคืนมาในวันที่ 11 แบตอาจเหลือน้อยมากแล้ว ณ ตอนนั้น
– หมอนหนุนหัวที่เราใช้ทุกวันจากบ้าน หมอนที่เราชินช่วยทำให้หลับง่ายขึ้น
– ไฟฉายเล็กๆ ไว้ส่องนาฬิกา/ของในห้องตอนปิดไฟนอนแล้ว
– ไม่ต้องเอาไม้แขวนและที่หนีบผ้าไป ห้องผมมีไม้แขวนให้ 10 อัน ใช้ได้จุกๆ เลย
Part 2 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 0 (ปฐมนิเทศ) ถึงวันที่ 3
วันที่ 19-30 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ธรรมตโปทา เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
(Fun Fact: ทุกรอบของการปฏิบัติธรรมแบบ 10 วัน จะเริ่มที่วันพุธ และจบที่วันอาทิตย์เสมอ)
⚠️สำหรับผู้ที่อยากรับประสบการณ์การไปปฏิบัติธรรมโดยไม่ถูกสปอย (Spoil) ล่วงหน้าใดๆแม้แต่น้อย แนะนำอ่านเฉพาะ Part 1 เท่านั้น
(หลังกลับปฏิบัติธรรมมาแล้วค่อยอ่าน Part 2-4 ต่อได้ครับ 😀)
Day 0 – วันศูนย์ วันเดินทางไปแต่ก็อยากเดินทางกลับบ้าน 😭
- เริ่มออกเดินทาง
ตอนเช้า วินาทีที่ลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้าน ผมเห็นหน้าพ่อที่ออกมายืนหน้าบ้านเพื่อส่งเรา แล้วรู้สึกเหงาๆ กลัวๆ มันเห็นจิตใจตัวเองที่เปราะบาง มันรู้สึกว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ฟีลแบบทิ้งพ่อให้อยู่คนเดียวสิบวัน พ่อจะอยู่ได้ไหมนะ ฯลฯ …. ความคิดปรุงแต่งเวอร์มาก และจริงๆมันก็ไม่มีอะไรมากกว่าคำว่า “ไม่ชิน ไม่คุ้นเคย กลัว” 😥 - สำหรับคนที่ไม่ได้ขับรถไปเอง ก็มีบริการรถ Mini Bus รับส่ง ขาไป เจอที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ตอนประมาณ 12.00 น. เอาผลตรวจโควิดไปยืนยันก่อนขึ้นรถด้วย หากนั่งรถไฟฟ้าไปอยากบอกว่า BTS วัดพระศรีฯ ไม่ได้อยู่ติดกับตัววัดพระศรีฯ มากขนาดนั้น มีแวะปั้มน้ำมัน 1 รอบ ให้เข้าห้องน้ำ
- เมื่อไปถึงแล้ว ก็จะเป็นช่วงลงทะเบียนต่างๆ แจกชุดจานชามช้อน ถ้ามาถึงก่อนสามารถเอากระเป๋าเข้าที่พักก่อนได้เลย บางคนเจอเพื่อนเจออะไรก็คุยกันได้อยู่ ถ่ายรูปกัน



- ที่พักแยกโซนชายและหญิง โดยมีโถงตรงกลางคั่น หลังเริ่มกินข้าว จะไม่ได้คุยกันอีกจนกว่าช่วงท้ายๆของการอบรม
- สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ สามารถขอเก้าอี้นั่งได้ – ผมน้ำหนักตัวเยอะและปวดขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เป็นเวลานาน เลยขออนุญาตตัวเองเลือก Easy Mode เป็นเก้าอี้ 🤣 – เก้าอี้ที่ได้ มีเบาะรองก้นและหลัง เก้าอี้ขนาดใหญ่กำลังดี ไม่อึดอัดสำหรับตัวผมเลย
- และประมาณ 16.00น. ก็ถึงเวลาปิดมือถือและ Smart Watch เพื่อเก็บในล็อคเกอร์อย่างดี (อย่างดีจริงๆ มีกุญแจล็อกห้องล็อกเกอร์ด้วย) จริงๆวันนี้ยังคุยได้อยู่ แต่ตั้งแต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวกัน ไม่คุยกันแล้ว
- มีกินข้าวและปฐมนิเทศ และช่วง 20.00น. xก็เริ่มเข้าห้องปฏิบัติรวมเป็นครั้งแรก เพื่อฟังคำสอนแรก เรียนรู้ ตำแหน่งที่นั่งต่างๆ
- สถานที่ปฏิบัติรวม พอเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความสงบเป็นอย่างมาก เงียบสนิท เป็นบรรยากาศที่เหมาะกับการทำสมาธิอย่างยิ่ง
- เราจะได้ฟังคำสอน ขั้นตอนปฏิบัติ บรรยายผ่านเสียงที่เป็นภาษาไทยสลับกับภาษาอังกฤษ



อยากกลับบ้าน
ผมเริ่มมีความรู้สึกอยากกลับบ้านประมาณ 19.00 น. เพราะว่าผมไม่คิดว่าเขาใหญ่จะหนาวขนาดนี้ 🥶 เสื้อหนาวปกติของผมเอาไม่ค่อยอยู่ ไม่มีถุงมือ มันหนาวมากๆแบบไปต่างประเทศ (บางวันวัดอุณหภูมิได้ประมาณ 15 องศา – นาฬิกาตั้งโต๊ะที่ผมเอาไปวัดอุณหภูมิได้พอดี) ผมอยากมีเสื้อหนาๆสักตัวเพิ่ม ถุงมือสักหน่อย แต่สายเกินไปแล้ว ต้องแก้ปัญหาหน้างานเอา – ใส่เสื้อ/กางเกง 2-3 ชั้นว่ากันไป 🤣
ตอนนี้ถอยไม่ได้แล้ว อะไรเกิดขึ้นคือลุยอย่างเดียว
ช่วงแรก Day 1-4
ฝึกการอยู่และรู้ตัวกับลมหายใจ (อานาปานสติ)
- พอเข้าสู่วันแรก (Day 1) ก็จะเริ่มตื่นตี 4 จะมีสัญญาณเสียงระฆังจากลำโพง (ดิจิทัลจากลำโพง แต่ถ้าวันไหนมีปัญหาก็จะ Manual มือ) ดังขึ้น และเริ่มกิจวัตรตามตารางในแต่ละวันอย่างเงียบกริบ อยู่กับตัวเอง 100% ไม่สื่อสารกับคนอื่น
- ผมฝึกซ้อมนั่งมาจากที่บ้านมาบ้าง นั่งนานสุด 1 ชม. ก็ทรมานแล้ว แต่พอมาที่นี่ ผมรู้สึกเหมือนทุกคนเป็น “เซียนการนั่งสมาธิ” เพราะเห็นภาพรวมที่ทุกคนนั่งเบาะแทบไม่ขยับขยุกขยิกเลย แบบตั้งใจมากๆ ทำให้ผมรู้สึกกังวลไปอีก 🥲
- วันแรกได้เรียนรู้ว่าให้เราเตรียมตัวให้ถึงสถานที่ปฏิบัติรวมก่อนเวลาสัก 5-10 นาที (ช่วงแรกๆ โดนเรียกตามเข้าห้องประชุม แล้วเขินหน่อยๆ)
- ตอนช่วงค่ำ จะมีช่วงฟังธรรมบรรยาย เป็นช่วงคำสอน ความยาวประมาณ 1.00 – 1.30 ชม. มีหลายอย่างที่น่าสนใจ และดีมากๆเลย (คิดว่าถ้ามีโอกาส อาจเอามาเขียนเป็นอีกบทความนึงเลย ใครอ่านถึงตรงนี้ แล้วอยากกระตุ้นให้เราเขียน ทักมาบอกได้ 55+)
วันที่ 1 : เสียงในหัวในบรรยากาศเงียบกริบ
- พอถึงช่วงท้ายวันที่ 1 เราขอพบอาจารย์ช่วงค่ำก่อนนอน (เพื่อพูดคุยสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้น) เพราะขณะที่นั่งฝึกอานาปานสติ ก็มีเสียงเพลง BGM ในหัวแล้วเอาออกไม่ได้ มันหนักมากๆ เล่นตลอดเวลา
(เสียงมันโผล่ขึ้นมาเองจริงๆ เพราะบรรยากาศรอบๆมันเงียบจริงๆ – ความเงียบสนิททำให้อะไรที่อยู่ในหัว ในจิตใจ มันโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ)
นี่เป็นการเจออาจารย์ครั้งแรก เรารู้สึกถึงออร่าบางอย่างที่บอกไม่ถูก มันเป็นความสงบเยือกเย็นที่มากระทบจิตใจเราที่ใจร้อนเต็มไปด้วย “ความอยาก” ทำสมาธิดีๆล่ะมั้ง อาจารย์บอกให้รับรู้ตามความเป็นจริงนั่นแหละ ไม่ต้องรีบเร่งอะไร และสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติ
วันที่ 2 : อยากอาละวาด
- เมื่อเข้าวันที่สอง ยิ่งนั่งทำไป ยิ่งเห็นจิตตัวเอง ว่าเรายุกยิกมากๆ ใจร้อนมากๆ มีช่วงหนึ่ง เกิดความรู้สึกแทบอยากหยิบเบาะเก้าอี้มาฟาดพื้นแรงๆ เพราะไม่ไหวแล้ว
“ฉันมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันเบื่อ”
“หนีจากที่นี่ยังไงได้บ้างนะ”
“ฉันเมื่อย”
“ทำไมนั่งเก้าอี้แล้วยังเมื่อยอยู่วะ”
สติหลุดหลายครั้ง โฟกัสหลุดจากการหายใจเรื่อยๆ
สิ่งที่ผมต้องทำคือ เมื่อรู้ตัว ฝึกเห็นอารมณ์ตามความจริง แล้วกลับมาที่ลมหายใจ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเค้น ไม่ต้องฝืนพยายามว่าต้องทำได้สมบูรณ์แบบ
- พอเวลาผ่านไป จะมีช่วงที่อาจารย์สอบถามการปฏิบัติของเราว่าติดขัดตรงไหนอย่างไรไหม (และเป็นหนึ่งในช่วงที่จะได้เปิดปากพูด หลังจากไม่ได้พูดมานาน 55+) จากนั้นปฏิบัติสมาธิด้วยกันสั้นๆ เรียกว่าช่วง “การสอบอารมณ์”

(ภาพจาก https://dhammatapoda.org/about-dtd/)
Part 3 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 4-10
ช่วงที่สอง วันที่ 4-10
ฝึกเคลื่อนความรู้สึกไปจุดต่างๆของร่างกาย ด้วยความวางใจเป็นกลาง (วิปัสสนา)
- ช่วงแรกเป็นการฝึกทำ ผมรู้สึกว่ามันคล้ายๆกับการ Scan ร่างกายไปทีละจุดอย่างช้าๆ ส่วนตัวผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ก็ทำไปเรื่อยๆ สำหรับผมเป็นการสอนลงไปในระดับจิตและร่างกายเลยว่า ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ย่อมไม่เที่ยง (เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป) ให้ทำใจเป็นกลาง (อุเบกขา)
- กระบวนการโดยสรุปคือ ให้สำรวจร่างกายเป็นส่วนๆตามลำดับ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดบริเวณนั้น เช่น เนื้อเต้น ตึง สบาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกพี่พึงพอใจ (เช่น สบาย) หรือไม่พึงพอใจ (เช่น ตึง) ให้ตั้งจิตที่เป็นกลางเข้าไว้
ถูกอาจารย์เรียกพบในวันที่ 6 (ถ้าจำไม่ผิด)
- พอมาประมาณวันที่ 6 ก่อนทานอาหารกลางวัน อยู่ดีๆก็มีชื่อของผมอยู่ในกระดาน “ลงชื่อเพื่อคุยปรึกษากับอาจารย์ช่วงพักกลางวัน” แบบงงๆเพราะผมไม่ได้เขียนชื่อตัวเองลงไป ผมไม่ได้อยากพบอาจารย์ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนถูกครูฝ่ายปกครองเรียกตัวไปพบ แบบว่าเราทำอะไรผิดสักอย่าง 🥲 หลังกินข้าวเสร็จ ก็เข้าไปพบอาจารย์
อาจารย์ก็ชวนคุยกับเรา ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย สรุปสิ่งที่ได้ก็คือ อาจารย์เห็นผมหลับบ่อย 😅
อาจารย์พูดกับผมประมาณนี้…
ลอง “ฝึกตั้งใจ” กับจิตใจให้มากขึ้น อย่าปล่อยไหลเกินไป
“การฝึกจิตมันต้องใช้กำลัง” มันไม่ใช่การนั่ง ทำปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นจะฟุบหลับได้ง่ายแม้เหนื่อยจากกทม. นอนไม่ค่อยดี ก็ขอให้ทำให้เต็มที่
- เอาจริงๆผมรู้ตัวแหละว่าช่วงประมาณ 1-3 วันแรก ผมนั่งคอตกไปหลายครั้งมากๆ และเมื่อรู้ตัวจะรีบตั้งคอตรงขึ้นมาทันที แต่บางครั้งอาจจะคอตกนานไปหน่อย (มั้ง 55+) ผมไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
บางที นอกจากความง่วง เหนื่อยล้าสะสมมันผุดออกมาแล้ว ความสงบมันทำหน้าหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ คืออยากให้ผมพักจากข้างในล่ะมั้ง….
และสิ่งที่อึ้งคือ ลองนึกถึงภาพคนหนึ่งร้อยชีวิตที่นั่งปฏิบัติรวม ทำไมอาจารย์ถึงเห็นผม หรือว่าเราสัปหงกบ่อยงี้หรอ 55+ 😅
- อ้อ ที่อึ้งอีกอย่างคือ จากช่วงสอบอารมณ์ เหมือนอาจารย์จะจำชื่อพวกเราได้เร็วมาก อันนี้สกิลเทพสำหรับผมนะ 55+
ห้องปฏิบัติเดี่ยว (เซล)
- กิจวัตรช่วงหลังๆก็จะเริ่มวนซ้ำ เริ่มมีการเปิดพื้นที่ไปเข้าห้อง “เซล” (ห้องปฏิบัติเดี่ยว เป็นห้องเล็กมาก เข้าไปก็จะเจอแค่ที่นั่งเลย แต่ไม่อึดอัด หายใจได้ปกติ) ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก็เงียบสงบนิ่งไปอีกแบบ และเป็นการอยู่คนเดียวจริงๆ
- การปฏิบัติแต่ละที่ไม่ว่าจะเป็น
1.ที่พักตัวเอง
2.ห้องปฏิบัติรวม
3.ห้องปฏิบัติเดี่ยว (เซล)
สำหรับผมมีความรู้สึกที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในเรื่องบรรยากาศ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ความตั้งใจจริงของเราหรือเปล่าด้วย

(ภาพจาก https://dhammatapoda.org/about-dtd/)
สงสัยว่า ที่เรากำลังฝึกๆอยู่ เอาไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร
- ผมเกิดความสงสัยประมาณสักวันที่ 8 ของการฝึก (ถ้าจำไม่ผิด) เลยไปถามอาจารย์ประมาณว่า ที่เรากำลังฝึกอยู่ จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร เรายังจะสนุกเฮฮากับงานปาร์ตี้ไม่ได้หรอ? หรือต้องมีสติอยู่กับร่างกายตลอดเวลา 24 ช.ม. ทำอารมณ์กลางๆตลอดเวลา งี้?
(โดยส่วนตัว ผมเคยเจอคนที่เหมือน “เชื่อมจิต” ตัวเองตลอดเวลาจริงๆนะ จะเดินแข็งๆ ยิ้มแข็งๆ ทื่อๆ แล้วบอกว่าชีวิตตัวเองไม่มีความทุกข์ เหมือนพยายามฝึกจิตเข้าสมาธิอยู่ตลอดเวลา ผมว่าไม่เป็นธรรมชาติ ดูเป็นหุ่นยนต์มาก ไม่เอาอะ 🤣)
อาจารย์ตอบว่า
“ไม่ใช่ ที่เรากำลังฝึก เพื่อให้เรารับรู้ว่า เมื่อมีความสุขอย่างไปงานสังสรรค์ปาร์ตี้ มันไม่อยู่กับเราตลอดไป มันมีวันหายไป ทำให้เราไม่ยึดติด และยอมรับธรรมชาติของสิ่งนี้อย่างเป็นกลาง ความเศร้าเสียใจ ความรู้สึกแย่ๆเช่นกัน เวลาดำดิ่งสุด มันก็ไม่ได้อยู่ถาวร มันก็มีโอกาสขึ้นมาได้เช่นกัน”
- สรุปคือไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มันย่อมมีวันหายไป เราจะไม่ยึดติดความ “ทุกข์” สุดขีด/อยู่ตลอดไป และ “สุข” สุดขีด/อยู่ตลอดไป และไม่ใช่เป็นการสอนแค่ทฤษฎี แต่ฝังลงไปในระดับร่างกาย
ปัญญา 3 ระดับ
- การสอนระดับร่างกายนี้ ผมนึกถึงคำสอนที่เปิดโลกของผมมากๆ คือเรื่อง “ปัญญา 3 ระดับ” ซึ่งมีในธรรมบรรยายของวันที่ 1 (ผมชอบมากๆ เป็นการส่วนตัว)
- สุตมยปัญญา – ปัญญาจากการอ่านเรียนรู้ เสพสื่อ Youtube Podcast
- จินตามยปัญญา – ปัญญาจากการ พูดคุย ตกผลึก Discuss กัน
- ภาวนามยปัญญา – ปัญญาจากการมีประสบการณ์ตรงจริง ซึมซับลงไปในระดับร่างกาย

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)
สิ่งที่เรากำลังทำคือปัญญาระดับที่ 3 “ภาวนามยปัญญา” มันฝังลงไปในระดับร่างกาย ทำให้เกิดโหมดออโต้ทำงาน คล้ายกับเวลาเราขับรถ แล้วมีรถมาตัดหน้าเรา ก่อนเราฝึกลักษณะนี้ อาจมีมีสติรู้ตัว ก็ด่าไปแล้ว 5 วินาที แต่หลังการฝึกลักษณะนี้ จะทำให้การรับรู้สุข-ทุกข์ไม่สวิงสุดขีด อาจเหลือเพียง 2 วินาที เป็นต้น เป็นโหมดออโต้จากการฝึกซ้ำๆ ไม่ได้เกิดจากการคิดว่าเราต้องเป็นคนดี ทำดี อะไรแบบนี้
ผมจินตนาการเห็นกราฟแบบนี้ในหัวนะ ผมคิดว่าเข้าใจง่ายดีสำหรับผม

วันที่ 10 – เมื่อความสงบใกล้สิ้นสุด
นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอด 10 วันที่ผ่านมา
- หลังจากวันที่ 0 ที่ผมเริ่มออกเดินทางมาที่นี่ จนผ่านมาถึงวันที่ 10 ผมค้นพบทักษะที่ซ่อนเร้นในตัวต่างๆมากมาย เช่น
การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อากาศหนาวมากแต่เตรียมเสื้อมาไม่พร้อม
การยอมรับตามจริงว่า เมื่อความเงียบสงัดเกิดขึ้น มีอาการท้องร้องเสียงดัง และมันเกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติธรรมแบบเราคุมไม่ได้
การสังเกตดูว่าที่พักใช้สุขภัณฑ์ยี่ห้ออะไรบ้าง
ทำวิจัยอากาศประจำวันผ่านนาฬิกาที่ดูอุณหภูมิได้
การได้สื่อสารกับพืชและสัตว์ในสวนหย่อมโดยไม่เปล่งเสียงออกมา
เริ่มตั้งชื่อต้นไม้ที่เราเดินในสวน
เริ่มหยิบดอกไม้ที่ร่วงมาตกแต่งพื้นที่เล็กๆในสนาม
ฯลฯ
… เอาจริงๆ เราเริ่มทำอะไรที่ชีวิตนี้ไม่เคยทำมาก่อนหลายอย่าง เพราะเราถูกตัดการสื่อสารกับโลกภายนอกออกไป จนเหลือแค่ตัวเรา ลมหายใจของเรา
- ภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบมากๆ ของสถานปฏิบัติธรรม มีเรื่องราวใน “กล่องดำ” ในใจได้ผุดขึ้นมา เป็นเรื่องราวที่ไม่กล้าเผชิญ เป็นปม เป็นแผลใจ เป็นความรู้สึก เป็นได้ทุกอย่าง ที่หลายครั้งเราซ่อนมันไว้ และให้ “เสียงต่างๆจากโลกภายนอก” กลบมันไว้ แต่พอมันเงียบ มันก็เด้งขึ้นมา
หน้าที่ของเราก็แค่รับรู้ด้วยสติ และจัดการมัน อาจจะขอบคุณ ลองมองมุมมองอื่น หรือไม่ทำอะไรก็ได้ มันโอเคทั้งนั้น - ผมรู้สึกว่าเวลาการอยู่กทม. มัน “เร่ง”
เร่งรีบ
เร่งกิน
เร่งเดินทาง
เร่งใช้ชีวิต
แม้กระทั่ง… เร่งต้องสำเร็จ ก็ใช่ด้วย
เรื่องราวที่สำคัญในชีวิตบางอย่าง เลยอาจถูกกลบไว้โดยไม่รู้ตัวจากเสียงดังของโลกภายนอกเนี่ยแหละ

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)
- ในวันที่ 10 ผมรู้ตัวดีว่า คงใกล้ถึงเวลากลับบ้านแล้ว เวลาปฏิบัติธรรมใกล้หมดแล้ว
ถึงตรงนี้ ผมยอมรับว่า ผมมีความกลัวที่จะกลับไปที่ที่เสียงดังอีกครั้ง
เหมือนเราเข้าประตู 4 มิติ ของโดราเอมอน ไปว้าบพื้นที่ที่หนึ่งที่มันเงียบ คุย สื่อสารกับใครไม่ได้ และตอนนี้ถึงเวลาใกล้ต้องกลับบ้านแล้ว
“ความเงียบสงบ เป็นของราคาแพงมากๆ ในยุคแบบนี้”
ผมรู้สึกแบบนี้
โดยเฉพาะ “ความสงบจากภายใน” ซึ่งถูกกลบซ่อนผ่านค่านิยมของโลกที่ตะโกนใส่เราตลอดเวลาว่า เรา “จะต้อง….” “ควรจะ….” “ทำ….” ฯลฯ และความเร่งรีบต่างๆ จนเราอาจหลงลืมไปว่าจริงๆเราเป็นใคร
เอาจริงๆ โครงสร้างประเทศ การเมือง เศรษฐกิจ ก็มีส่วนไม่มากก็น้อย ที่ทำให้ชีวิตเราต้องเร่งตลอดเวลา

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)
ทุกอย่างมีวันเริ่มต้นและลาจาก ปฐมและอวสาน การปฏิบัติธรรมนี้ก็เช่นกัน ใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดแล้ว
เมื่อการใช้ “เสียง” เริ่มค่อยๆกลับเข้ามา
ธรรมะเชื่อมทุกคนไว้เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
- ตอนเช้าวันที่ 10 นี้ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติเหมือนตารางกิจวัตรเดิม แต่พอประมาณ 10 โมงเท่านั้นแหละ อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หมายถึงผมนี่แหละ ที่ไม่เหมือนเดิม ไม่ได้หมายถึงผมตรัสรู้บรรลุธรรมแล้ว แต่คือมันมีความอยากคุยมากๆ อั้นไว้แทบไม่ไหว 55+ 🤣🤣
ลองนึกสภาพบรรยายกาศเงียบเชียบ 10 วัน และคนที่ไม่ได้คุยมา 10 วัน … น้ำลายบูดก็ไม่เกินจริง 🤣
- เมื่อพอเดินออกจากพื้นที่ห้องปฏิบัติรวม มายังโถงทางเดิน …
“ยินดีด้วยนะครับ” “อนุโมทนาบุญสาธุนะครับ” (จำคำพูดเป้ะๆไม่ได้) มีเสียงพูดพร้อมรอยยิ้ม จากผู้จัดการที่ยืนรอเรา
สำหรับผม สำหรับเสียงนี้เป็นเหมือนกับมีป้ายข้อความ Congratulations สีสันสดใสแบบในเกม โผล่กลางอากาศ พร้อมมีสายรุ้งโรยลงมาเล็กน้อย (ฟีลแบบ “เก่งมากที่ผ่านมา 10 วัน”)
“นี่เราคุยกันได้แล้วใช่ไหม” เสียงในหัวผมสงสัย จากบรรยากาศที่เงียบ ผมเริ่มค่อยๆพูดออกเสียงออกมาเบาๆ … - จากนั้นหลายคนก็เริ่มพูดคุยกัน สิ่งแรกที่ถาม สำหรับผมมันดูตลกนิดๆ แต่มันจริงก็คือ
“ชื่ออะไรนะครับ”
“อายุเท่าไหร่นะครับ”
🤣
ลองนึกภาพ… คนเจอหน้ากันตั้ง 10 วัน ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิด เห็นหน้ากันทุกวันทุกเมื่อ แต่ก็ไม่รู้จักชื่อ เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แล้วเพิ่งได้รู้จักชื่อกันหลังผ่านไป 10 วัน มันรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก 55+
ทุกคนแทบสนิทกันได้ทันที เหมือนรู้จักกันมานาน ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เคยคุยกันมาก่อนเลย
ผมใช้ประโยคนี้ได้ไหมนะ “ธรรมะเชื่อมทุกคนไว้เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว” … ผมรู้สึกแบบนี้
อะไรๆก็เปลี่ยนไปในวันนี้
- พอได้เริ่มคุยกัน vibe บรรยากาศ มันเปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่ดูจริงจัง มันเริ่มมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงแฉความในใจจากทีมธรรมบริกร … ซึ่งผมเองทำวีรกรรมไว้ประมาณนึง แหะๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะทำเหมือนกัน 🤣
(แบบว่า แอบฮัมเพลงเบาๆตามเพลงที่โรงแรมข้างๆที่เปิดกลางดึก … ผมทนความเบื่อไม่ได้แหละ และเห็นตัวตนที่ซ่อนไว้ในตัวคือ เป็นคนกวนส้นเท้านิดหน่อย นอกจากนั้นยังแอบแกล้งธรรมบริกรนิดหน่อย … อารมณ์ว่าเหงา อยากกวน 55+ … ไม่ดีนะ อย่าทำ แหะๆ🫣)
- พอได้คุยกัน ก็ได้รู้จักตัวตนเบื้องหลัง ความสนใจที่มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ที่ทั้งเหมือนและแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้หลักๆคือ
1. ที่ผมเคยบอกในวันแรกว่า ทุกคนดูไม่ขยุกขยิกเลย เป็นมืออาชีพในการนั่งมาก แต่จริงๆข้างในทุกคนกำลังต่อสู้หนักมาก แค่พูดออกเสียงไม่ได้
2. ตลอด 10 วัน ทุกคนต่างมีการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ต่างกันออกไปในแบบแต่ละคนเลย บางคนเห็นการทำงานระดับข้างในร่างกายก็มี (ผมไปไม่ถึง) ซึ่งท้ายที่สุดตัวเราเองจะได้ผลตามสิ่งที่เราทำตลอด 10 วัน
- ช่วงบ่ายของวันที่ 10 มีการพาไปซื้อหนังสือ CD เครื่องเล่น MP3 ที่เสียงบรรยาย ฯลฯ และมีบรรยายปิด ผมชอบเรื่อง “การรับใช้ธรรมะ” ในวงการคริสเตียนมีคำว่า “การรับใช้พระเจ้า” คอนเซปเดียวกันเลย คือการสละเวลา เพื่อมารับใช้คนอื่น เพื่อให้ข้างในเราได้เติบโตข้างในขึ้นในอีกรูปแบบนึง ซึ่งไม่ได้จากการนั่งปฏิบัติ
ช็อตสั้นๆที่ไ้ด้จับมือถือหลัง 10 วัน
- มีโอกาสได้หยิบโทรศัพท์มาโอนเงินใช้เพื่อสนับสนุนธรรมะนี้เป็นเวลาสั้นๆ ความรู้สึกแรกที่ได้มือถือมาหลังจากไม่ได้จับมา 10 วันคือ “นี่คือกระจกหนาๆ มีรูปทรงสี่เหลี่ยม อ้อ นี่คือมือถือสินะ” อืม…. ไม่ได้จับมานานจริง มันก็เกิดความรู้สึกแปลกๆนิดนึง 😅 และพอเปิดมือถือพบว่าแบตลดลงพอสมควร Notification เด้งรัวๆ แต่สนใจไม่ได้ (วันพรุ่งนี้ถึงเล่นได้) เปิดแอพธนาคารเพื่อโอนเงินอย่างเดียว แล้วรีบปิดเครื่องเก็บเข้า Locker ตามเดิม
Part 4 – การเผชิญหน้ากับการปฏิบัติธรรม
เรื่องเล่าระหว่างปฏิบัติธรรมวันที่ 11 และหลังจากวันนั้น
วันที่ 11 – ทุกอย่างกำลังสิ้นสุดลง แต่การเดินทางจริงๆกำลังเริ่มต้นขึ้น
- วันนี้ตื่นตี 4 เหมือนเดิม มีกิจกรรมฟังธรรมบรรยายปิดท้ายและรายการอีกเล็กน้อย กิจกรรมทุกอย่างเสร็จตอนประมาณ 6.30 น.
- ตลอดสิบวัน สติหลุดเป็นร้อยๆครั้งนับไม่ถ้วน คงไม่เกินจริง😅 แต่สิ่งที่ได้คือการฝึกสติอย่างเข้มข้นตามจังหวะของตัวผม ซึ่งมันท้าทายสำหรับผม และตอนนี้จบลงแล้ว รู้สึกใจหายเบาๆเหมือนกัน
- และเป็น 10 กว่าวันที่ไม่ได้ใส่แว่นตา เพราะแต่ละวันปฏิบัติธรรมลูกเดียว เพิ่งมาใส่แว่นตอนขึ้นรถ Minibus กลับบ้านเนี่ยแหละ เซอร์ไพรซ์ตัวเอง 55+
เทคนิคเอาตัวรอด
- สำหรับส่วนตัวของผม เทคนิคที่ผมใช้และทำให้อยู่รอดได้ในช่วง 10 วันคือ
1. ซอยแต่ละช่วงเป็นบล็อกๆ ทำให้จบเป็นบล็อกๆไป อารมณ์เหมือนคาบเรียนตามตารางสอนที่เราต้องเข้า เพราะอยากหนี ก็หนีไม่ได้ (ไม่มีรถ มือถือก็ฝากไว้ ผ่ามมมม 🤣) ต้องสู้ให้สุดทางเท่านั้น มีแต่คำว่าต้องผ่านไปให้ได้ๆ
2. คิดให้เป็นเกม แต่ละวันที่/ช่วงผ่านไปเราจะได้โจทย์ฝึกปฏิบัติใหม่เป็นขั้นๆ เหมือนสกิลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ส่วนตัวผมนึกถึงเกม Wario Land 3 ที่ได้สกิลเพิ่มเมื่อถึงจุดหนึ่งของเกม




ขอบคุณมากนะ ธรรมะและสถานปฏิบัติธรรมธรรมตโปทา
กลับมาเชื่อมต่อโลกปัจจุบัน
- ขณะที่รถ Minibus กำลังค่อยๆขับออกจากสถานปฏิบัติธรรมธรรมตโปทา สิทธิในการจับโทรศัพท์มือถือและเล่นอย่างอิสระบนรถมินิบัสก็กลับมา… ผมก็รู้สึกเหมือนที่บอกไปแหละว่า…
“รู้สึกกลัวนิดหน่อยที่ต้องกลับไปเจอความวุ่นวาย และเราจะหลงลืมความสุขอันเรียบง่ายนี้ไป”
ผมรู้ตัวดีว่าเสียงและข้อความ Notification ในยุคนี้ทำให้ผมสมาธิสั้นลง และทำให้จิตใจเราว้าวุ่นได้ขนาดไหน …เราต้องใช้มันอย่างมีสติ
- เอาล่ะ เล่นมือถือได้… ท่ามกลาง Notification จำนวน 36 รายการที่เด้งบน Facebook มีอันที่ต้องอ่านและจัดการจริงๆแค่ 1-2 อัน นอกนั้นคือ ข้อมูลที่ไม่จำเป็นอะไรเลย … เราอยู่บนโลกที่ Notification อะไรเด้งขึ้นเยอะมาก มากจริงๆ และ 10 กว่าวันนี้ทำให้รู้ว่า “จริงๆแทบไม่ต้องอ่านมันเลย”
- มีเพื่อนๆตามหาตัวผมระหว่างที่ผมปฏิบัติธรรม เพื่อนคิดว่าผมอาจเป็นอะไรไป เพราะผมไม่ยอมอ่าน Line หรือตอบ Social Media ตลอด 10 กว่าวัน ต้องลำบากไปถามสมาชิกที่บ้านผม ผมรู้สึกถึงการได้รับความรักเยอะมากจริงๆนะตอนนั้น (คือผมตั้งใจเลือกเวลามาปฏิบัติธรรมเงียบๆไม่บอกใคร แต่เพื่อนดันทักมาช่วงนี้พอดี – ผมอาจแจ้งบอกใน Social Media น้อยไปนี้ด ขอโทษทีนะ 😅)
- Line ที่เด้งข้อความมหาศาล (จำนวนน่าจะ 999+ ได้) แต่สิ่งที่ผมอ่านจริงๆ มีไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่มจริงๆ คนที่ติดต่อไปคือ ครอบครัว และคนที่เกี่ยวข้องไม่กี่คน ผมใช้เวลา 1 ชั่วโมงเต็มๆบนรถ ในการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเริ่มตัดสินใจ Block Line บางอันที่ชอบส่งโฆษณาที่มันกัดกินรบกวนเวลาของเรา แถมเราไม่สนใจมันแล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องเก็บให้รบกวนเรา เราเลือกได้

(ภาพสร้างจาก ChatGPT)
- ช่วงที่ไปปฎิบัติธรรมคือช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่เนื่องจากเราถูกตัดขาดการสื่อสารโลกภายนอก ก็เลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย เอาจริงๆได้ยินมาแว่วๆ แต่คิดว่าไม่มีอะไรเท่าไหร่ แต่พอไปๆมาๆ เพิ่งได้เห็นคลิปสถานการณ์ภายหลัง ก็รู้สึกว่าหนักกว่าที่คิดมากๆ นี่ก็อึ้งไปเหมือนกัน (ดูเพิ่มเติมที่หัวข้อ “ฝากถึงเพื่อนที่กลับก่อน คุณ “ธ” ห้อง A14” ) – ส่งกำลังใจให้นะครับ
ฝากถึงเพื่อนที่กลับก่อน คุณ “ธ” ห้อง A14
- มีคนๆหนึ่ง (น่าจะเป็นรุ่นน้อง) เราเจอกันบนรถ Minibus ตอนขามาได้พูดคุยกันบ้างนิดหน่อย แต่ประมาณเย็นวันที่ 8 เหมือนมีอะไรเกิดขึ้นบางอย่าง และหายตัวไปในตอนเช้าวันที่ 9 แบบเงียบเชียบ ไปหาข้อมูลมา สรุปสุดท้ายได้ข้อมูลว่าน่าจะเพราะ “น้ำท่วมหาดใหญ่” เพราะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่หาดใหญ่พอดี
- อยากบอกว่า เพื่อนๆกลุ่มผู้ชาย คิดถึง มีคอมเมนต์ว่าเป็นคนที่นั่งปฏิบัติธรรมได้ดีและตั้งใจมาก เสียดายมากๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันและกลับก่อน แต่ผมตั้งใจเขียนข้อความนี้ทิ้งนี้ เผื่อวันหนึ่งอาจจะได้มาอ่านนะครับ
ผ่านไป 10 กว่าวัน เมื่อได้เหยียบพื้นกทม. อีกครั้ง
- เมื่อได้บอกลาเพื่อนร่วมทริปจากบน Minibus แล้ว ผมเดินทางไปห้างแถวๆสยามและเซ็นทรัลเวิลด์ต่อ ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่า ผมเดินช้าลงแบบไม่รู้ตัวเลย ในขณะที่ผมรู้สึก sensitive กับเสียงในห้างที่ดังและวุ่นวายตลอด พฤติกรรมคนในห้างที่ดูรีบเร่ง การตกแต่งของห้างที่ผมรู้สึกว่าพยายามเร่งกระตุ้นให้เข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสจังแหะ
มันไม่ค่อยชินหน่อยๆในช่วงแรก หรือว่าถูกสอนให้ชินมาตลอดว่าชีวิตต้องรีบเร่งกันแน่นะ?
โพสโซเชียลมีเดียที่ผมลง
เผื่อเป็นประโยชน์ และเป็นการสรุปเนื้อหาอีกครั้งครับ
หากให้สรุปสิ่งที่ได้หลัง 10 วัน สำหรับตัวผมนั้น…
- การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ คือการกล้าเดินออกจากพื้นที่สบาย ออกมาพื้นที่เสี่ยงบ้าง เพื่อขยายกรอบความเป็นไปได้ในโลกภายในมากขึ้น
- ธรรมะ เป็นของกลาง ไม่ใช่ของใคร ศาสนาใด มันคือแก่นแท้ของความดีสากล แก่นธรรมะของคริสต์ก็คือหนึ่งในนั้น – การรัก สันติสุข การวางใจในพระเจ้า ฯลฯ
- การได้อยู่เงียบๆ ทำให้ผมรู้ว่าในชีวิตประจำวัน “โลก” มันเร่งเราขนาดไหน
- ความว่าง ว่างจนนั่งอ่านขวดแชมพู ดูยี่ห้อผ้าม่าน โถสุขภัณฑ์ ได้ ทำให้เราละเอียดกับตัวเองได้มากขึ้นแบบที่ไม่ได้ละเอียดขนาดนี้
- “การฝึกจิตมันต้องใช้กำลัง” ไม่ใช่นั่งปฏิบัติไปเรื่อยๆ แบบไร้การต่อสู้ภายใน – ไม่ต้องต่อต้านความรู้สึก แค่เห็นตามจริง และจัดการมันต่อ
- สำหรับผม เหตุผลที่งานนี้มันต้องจัดนานถึงสิบวัน คงจะเป็นเพราะแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบจะช่วยขุดกะเทาะ “กล่องดำ” จากข้างในจิตใจผมออกมา และหนีมันไม่ได้ และถ้าพูดจริงๆนะ หากนานเกินสิบวัน น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ “เข้มข้นขึ้น” เข้าไปอีก อีกทั้งการปฏิบัติธรรมที่ฝังลงในระดับร่างกาย มันต้องใช้เวลา “บ่มเพาะ” จริงๆ คล้ายกับไวน์ที่ยิ่งหมักยิ่งอร่อยล่ะมั้ง 55+
อีกเวอร์ชั่นของการสรุปสิ่งที่ได้รับ
- พอดี ผมเคยเขียนสรุปเอาไว้อีก 12 ข้อ ซึ่งรวบรัดดี เลยขอเอามาแปะเอาไว้ที่นี่เพิ่มเติมครับ
- เราอยู่ยุคที่ทน “ความเงียบ” ไม่ได้ บางครั้งอาจเพราะ ลึกๆเราไม่กล้าหรือยอมรับบางเรื่องในชีวิตตัวเอง หรือกลัวบางเรื่องที่กลบไว้โผล่ขึ้นมา จนต้องพึ่ง “เสียงดัง” จากคนอื่น/สังคมเพื่อกลบความรู้สึกลึกๆนั้นของเราชั่วคราว
- ธรรมะ = สิ่งที่เป็นปกติของโลก ทุกยุคทุกสมัย ทุกชนชาติ พบได้ในธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับศาสนา
บางทีศาสนา อาจเป็นรูปแบบโครงสร้าง พิธีการ วัฒนธรรม ภาระ การแบ่งแยก ผลลัพธ์ชีวิตคือความกลัวและไม่ปลอดภัย
.
แต่ธรรมะ มอบอิสรภาพทางใจ ความสงบนิ่งทางใจ เบาสบาย การใช้ชีวิตที่ลงตัวกับโลกใบนี้ - ความทุกข์เป็นสากล วิธีการแก้ทุกข์ต้องเป็นสากลด้วย ไม่ใช่ถูกสงวนลิขสิทธิ์แค่ศาสนา ลัทธิ หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
.
การบอกว่า ต้องมาเข้ากลุ่มลัทธิความเชื่อนี้ก่อน ถึงจะหายทุกข์ได้ จึงไม่เป็นสากล
.
และบางทีอาจอยู่ในรูปแบบของระบบ Subscription ก็ได้ (<< นี้ผมขอต่อยอดเอง) - ถ้าแกะสกัดในส่วนปรัชญาธรรมะต่างๆของศาสนาออกมา จะพบเจอ ความเมตตา ความรัก ความสงบ การอยู่กับปัจจุบัน (จิตไม่โฟกัสที่อดีตหรืออนาคตเกินเหตุ) อะไรประมาณนี้ทั้งนั้น แค่รูปแบบ วัฒนธรรม ภาษา บริบท อาจต่างกันไป
.
บางทีมนุษย์ยุคนี้อาจแสวงหาแก่นธรรมะ มากกว่า รูปแบบทางศาสนาก็เป็นไปได้นะ - อานาปานสติ = การฝึกสติผ่านการรับรู้ลมหายใจ หลับตาและรับรู้ลมหายใจที่ปลายจมูก ไม่ต้องสอน หรือ reframe อะไรใดๆ และเมื่อมีความคิดนอกเรื่อง แค่รับรู้ตัวให้เร็วและกลับมาที่ลมหายใจ แค่นั้นเลย
- ทุกข์ เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นว่าทุกสิ่งมั่นคงถาวร แต่ในความเป็นทุกสิ่งล้วน อนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพันในชีวิต ทั้งสิ่งของและความรู้สึกสุขทุกข์
- เรื่องธรรมะ สติ อะไรพวกนี้ มีในหนังสือ Youtube อยู่แล้ว หรืออาจวิเคราะห์หลักธรรมกัน แต่ทั้งหมดไม่ได้ลงในระดับจิตใต้สำนึก เป็นเพียงระดับความคิด จิตใจผิวบนเท่านั้น เราจะ connect จิตใต้สำนึกได้ผ่าน ประสบการณ์ และร่างกาย และเป็นที่มาของการทำวิปัสสนา+ตั้งสภาวะจิตใจเป็นกลางไปด้วย
- วิปัสสนา = พูดแบบง่ายๆกระบวนการสำรวจร่างกาย มีหลายระดับ เริ่มจากการสำรวจบริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย (เวทนา/sensation) ระหว่างสำรวจก็ให้รับรู้ความรู้สึกตามจริง
- ผนวกกับการให้จิตอยู่สภาวะ “อุเบกขา” (Equanimity) = เป็นกลางทางความรู้สึก จุดไหนโล่งสบายก็รับรู้ว่าโล่งสบาย จุดไหนตึงปวดก็รับรู้ว่าตึงปวด รู้ตามจริงตรงๆ ไม่ต้องรู้สึกดีหรือแย่กับมัน
เพราะความรู้สึกดี/แย่ เป็นอนิจจัง ไม่อยู่มั่นคงถาวร เรากำลึงฝึกจิตแบบนั้น - ประโยชน์เมื่อเราทำสม่ำเสมอนานๆ คือ จิตเราจะมี “เบรกเกอร์” มากขึ้น เช่น เราขับรถแล้วมีรถปาดหน้า แต่ก่อนรู้ตัวอีกทีคือด่าเสร็จแล้ว แต่ตอนนี้เราจะรับรู้อารมณ์ที่ปรี้ดและรู้ตัวเร็วขึ้น ทำให้มีสติเลือกตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้
- ประโยชน์อีกอย่างคือทำให้เรารู้ว่าเมื่อเราแฮปปี้ (เช่นไปงานปาร์ตี้สนุกสนาน) เรามีความสุขได้ แต่ความสุขนั้นไม่ได้มั่นคงถาวร อย่ายึดติดกับมัน … ความทุกข์เช่นกัน ถึงที่สุด ลงสุด มันมีวันที่ดีขึ้นได้ เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนไปตามกฎอนิจจัง (ทุกอย่างไม่เที่ยง)
.
สิ่งนี้คือเรื่องของจิตใจ เราจะไม่สุขสุดขั้วไปเลย และทุกข์ดำดิ่งเดินเบอร์ไปเลย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพฤติกรรมภายนอก ที่บังคับตัวเองไม่ให้มีอารมณ์สุดๆไรงี้ ไม่งั้น เราจะฝืนยิ้มไม่สุด ตาแข็งๆ เดินเหมือนหุ่นยนต์ แล้วบอกว่าฝึกจิตตลอดเวลา ไม่เอานะ 😂 - ธรรมะ ทำให้มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และการไปค่ายธรรมะไม่ทำให้เป็นคนดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แต่เป็นแค่โอกาสที่ได้สำรวจและขัดเกลาจิตใจตัวเอง (และเป็นกระบวนการฝึกซ้ำๆตลอดชีวิต)
อยากบอกตัวเองว่า…
- ตอนแรกที่ไม่อยากไปเลยและกลัวมากๆ รู้สึกอยากกลับบ้านทุกวัน ตอนนี้ยินดีด้วยที่ผ่านมาได้แล้ว เก่งมากๆเลย หากต้องกลับไปปฏิบัติ 10 วันอีกครั้ง …. ก็กลัวอยู่ดี แต่คงไม่กลัวเท่าครั้งที่แล้วแหละ 🤣
- หลังกลับจากปฏิบัติธรรม ผมแชร์เรื่องราวของผมลง Facebook ผมโดนคริสเตียนแซวบ้างแต่น้อยมากๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจผมเลย การตอบสนองของโพสนั้นโดยรวมคือดีเลยจากคนที่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ – ขอบคุณมากๆครับ 🙏
- ความกลัวจริงๆของผมตั้งแต่ต้นไม่ใช่แค่กลัวการตัดโลกภายนอก 10 วันหรอก แต่กลัวไม่เป็นที่รักของคนที่คนในคริสตจักร หรือกลัวถูกตัดสินจากพี่น้องในศาสนา เพราะผมกำลังทำอะไรที่คริสเตียนส่วนใหญ่อาจไม่ทำ แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่สำคัญเท่ากับตัวผมอยากทำอะไรกับตัวเอง เพราะเวลามีค่า และเราเข้าใจของเรา ฟังเสียงหัวใจ เติบโตในแบบของเรา มันโอเคแล้ว
- ในทางกลับกัน ตรงกันข้าม พอแชร์เรื่องราวไป ก็มีคริสเตียนมาคุยกับผมถึงเรื่องราวที่ไปครั้งนี้ อยากรู้ที่มาที่ไป แล้วเหมือนจะสนใจอยากไปก็มี 🤣
- ขอบคุณคลาส ปลดล็อกชีวิต และ The Coach ของ อ.ป๊อบ ศิวาภัทร สิริพิพัฒน์ ที่เปิดโอกาสให้ผมได้เผชิญหน้ากับตัวเอง ซื่อสัตย์กับความต้องการที่ซ่อนอยู่ของเราแบบ Realๆ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา แค่ยอมรับรับฟังมัน และลงมือทำทั้งๆที่กลัวโดนตัดสิน ขอบคุณมากๆเลยครับ 🙏
3 เดือนผ่านไปหลังผ่านการปฏิบัติธรรมตามแนวทางโกเอนก้า
- ขณะที่พิมพ์บรรทัดนี้ ก็ผ่านไป 3 เดือนแล้วจากการไปปฏิบัติธรรม…
จริงๆ การปฏิบัติตามแนวทางนี้ ไม่ง่ายนะ อาศัยการทำซ้ำๆต่อเนื่อง
“ปฏิบัติเช้า 1 ชั่วโมง เย็น 1 ชั่วโมง” - พอกลับออกมาโลกชีวิตจริง มาเป็นชาวกรุงเทพที่เร่งรีบตลอดเวลา มันไม่ง่ายเลยแหะ…
ช่วงแรกๆ ไฟแรง นั่งวันละ 1 ชั่วโมงได้อยู่ … แน่นอนว่าความรู้สึกไม่เหมือนตอนอยู่ห้องปฏิบัติรวมที่นั่น ขณะที่นั่งไป ได้ยินเสียงโน่นนี่นั่นรบกวนไปด้วยจากท้องถนนบ้าง รถขายกับข้าวบ้าง ฯลฯ - ต่อมา เหลือวันละ 30 นาที
- และทุกวันนี้เหลือครั้งละ 15-30 นาที ไม่ได้ทำทุกวัน นี่คือโคตรหรูแล้วสำหรับผม
- ไม่ได้เก่งกาจอะไรเรื่องแบบนี้ ผมยอมรับ มันไม่มี 10-day miracle ที่แบบ “ทนเข้าไป 10 วัน ออกมาแล้วได้รับชีวิตใหม่ เข้าถึงธรรมะแท้ ชีวิตดี ไม่ต้องทำอะไรต่ออีกต่อไป” มันคงไม่มี
- แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาถึงวันนี้คือ ผมมีเครื่องมือเพิ่ม…
- เมื่อผมกังวล ประสาทกิน หรือไม่ว่าตัวเองรู้สึกอะไรอยู่ ผมจะกลับมานิ่ง อยู่กับร่างกาย หายใจ ฟังเสียงร่างกาย แล้วมันจะค่อยๆดีขึ้น
9 เดือนผ่านไปหลังผ่านการปฏิบัติธรรมตามแนวทางโกเอนก้า
จริงๆในไดอารี่นี้ ไม่ได้มีหัวข้อนี้แต่แรก แต่เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ผมกำลังเอาลง Web Blog ที่ห่างกันหลายเดือนมาก ก็เลยอยากเขียนเพิ่มถึงตัวเองเพิ่มสักเล็กน้อย
- วันนี้วันที่ 5 กันยายน 2569 ผ่านไปประมาณ 9 เดือนแล้วนะ ยอมรับตรงๆว่า ทุกวันนี้ไม่ได้ทำสิ่งนี้แล้ว แต่มีโอกาสนั่งนิ่งๆเป็นระยะๆสัก 5 นาทีบ้าง 10-15 นาทีบ้าง ตามจังหวะโอกาสที่มี
- หวงแหนความเงียบสงบชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก 55+
- กลับมาติดมือถือตามเดิมครับ แต่ก็พยายามตระหนักรู้เรื่องนี้อยู่ 😥
- แต่พูดเลยว่า ช่วงชีวิตที่ผ่านมา มีสติมันเร็วขึ้น รับรู้อารมณ์ผ่านร่างกายได้ดีขึ้นจริงๆ แต่ยังต้องฝึกต่อไปอีกยาวๆ ทั้งชีวิต
- การที่ก๊อบปี้ต้นฉบับ 18 หน้า A4 มาลงที่เว็บนี้นั้นใช้เวลามากกว่าที่คิด เพราะเราอ่านและ edit แก้ไขคำไปด้วย จัดหน้าเว็บไปด้วย หมดไปหลายชั่วโมง แต่มันทำเรารู้สึกถึงภาวะ flow state มากเลย จริงๆแล้วมีเกมที่ดองไว้ต้องเล่น แต่พอได้ทำสิ่งนี้ เราไม่สนใจเกม เราแก้ไขข้อความไป จัดข้อความไป นึกถึงภาพตอนนั้นไป มันเป็นประสบการณ์ที่โคตรดีครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับเรา ไม่รู้มีใครจะอ่านบ้าง แต่เรามีความสุขมากที่ได้แชร์ประสบการณ์อันนี้
- มีโอกาส ไปโกเอนก้าอีกนะ ลองดู 55+
ถามว่าคริสเตียนไปได่ไหม?
- ในมุมมองของผมคิดว่าไปได้ เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับแก่นพระคัมภีร์ใดๆ ไม่ได้มีเรื่องรูปเคารพให้กราบไหว้ หรือสวดอะไรใดๆ ในทางกลับกัน นี่เป็นโอกาสที่จะมีประสบการณ์ตรงระหว่างเรากับพระเจ้าได้แบบตรงๆ (แต่จัดเต็ม 55+) ไม่ได้มีรูปแบบโครงสร้างของลัทธิหรือศาสนาใดๆ
- ในทางคริสเตียนก็มีการนำสิ่งนี้ไปใช้ในรูปแบบเข้าเงียบ พักสงบกับพระเจ้า นิ่งเพื่อฟังเสียงพระเจ้า พระเยซูก็ทำ (ลูกา 5:16 – พระองค์ทรงปลีกพระองค์ไปอยู่ในที่เปลี่ยวและทรงอธิษฐาน)
- หากเราในวงการคริสเตียนชอบบอกว่า “คริสเตียนไม่ใช่ศาสนา (จริงๆเป็นแหละ องค์ประกอบครบซะขนาดนี้ 😅) แต่เป็นรูปแบบความสัมพันธ์” นี่ก็จะเป็นโอกาสที่ได้เข้าไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมากเลยกับพระเจ้า
- การฝึกสติไม่ได้มาแทนที่พระคริสต์ แต่เป็นเหมือน “ออกกำลังกาย” ทางจิตใจ เพื่อให้สังเกตตัวเอง รับรู้อารมณ์ ความรู้สึกได้ดีขึ้น
- มีการใช้คำศัพท์ที่ใช้ในศาสนาพุทธ เพื่ออธิบายสิ่งที่กำลังทำ สภาวะที่เกิดขึ้นต่างๆ ทั้งนี้ไม่ได้มีเยอะ และเข้าใจได้ โดยที่ในสถานที่ปฏิบัติธรรม จะมีบอร์ดสรุปคำศัพท์สำคัญไว้ให้ด้วย (มีประโยชน์มาก)
ปิดท้าย
- ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผมไม่รู้ว่าใครจะอ่านจบบ้าง (จะดีใจมากถ้ามีคนอ่านจบ 55+) ผมตั้งใจที่จะแชร์เรื่องราวประสบการณ์นี้ เพื่อเป็นการบันทึกการเติบโตของตัวเอง หวังว่าจะได้ประโยชน์อะไรไม่มากก็น้อยนะครับ
- หากมีอะไรอยากสอบถาม สามารถทักเข้ามาได้เลยนะครับ 🙂
- ขอบคุณธรรมะและธรรมะสวัสดีครับ