ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?

“ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?”

“สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?”

โพสนี้ถูกเขียนในปี 2021 บน Facebook ของผม ในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาด COVID-19 แล้วมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีน ผมเลยเขียนโพสสะท้อนความรู้สึก ณ ตอนนั้น ออกมา เกี่ยวกับการแสดงออกของคริสเตียนต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและการเมือง

ผมอยากนำมาลงในนี้อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อบันทึกเอาไว้ โดยผมได้ปรับปรุงข้อความเพื่อให้อ่านง่ายมากขึ้นด้วยครับ แต่ยังคงเจตนาการสื่อสารไว้คงเดิม

ปล. นี่เป็นโพสที่ได้ยอด Engage สูงสุดเท่าที่เคยเล่น Facebook มา เลยอยากบันทึกเพิ่มไว้อีกว่า ผลลัพธ์จากการโพสครั้งนี้นั้น…

  • มีคนให้เกียรติเราเป็นอาจารย์ และก็มีคนให้เกียรติเราเป็นมารซาตานชั่ว
  • มีคน Unfriend เรา และก็มีคน Add Friend ใน Facebook เพิ่มหลังจากนั้น
  • มีคนที่ไม่เป็นคริสเตียนเข้ามาชื่นชม และก็มีคนที่เป็นคริสเตียนเข้ามาแสดงความไม่เห็นด้วย

ทั้งหมดนี้สอนผมว่า “ทุกความเห็นของเรา มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ”

ปล. 2 อยากเน้นย้ำว่าเป็นความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่บทความวิชาการ และเห็นต่างได้อย่างสร้างสรรค์


#ระบายยาวๆ

“ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?”

“สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?”

.

.

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามีหลายความคิดแล่นเข้ามาในหัว เราเลยเอาความคิดที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 อาทิตย์ ที่ผ่านมา (ซึ่งเขียนรวมๆกันในกระดาษ Post-It 12 แผ่น) เอามาจัดรวมกลุ่ม และมาเขียนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวในโพสนี้ ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก และคิดว่ามีคนพูดถึงรัฐบาลในทางไม่ดีพอควรแล้ว ดังนั้น บทความนี้ ขอเป็นบทความที่เขียนจากความคิดเห็นในฐานะคริสเตียนคนหนึ่ง ในบริบทคริสเตียนนะครับ

.

.

ส่วนตัวมีคำถามที่วนมาอยู่ในหัวมานานมากแล้วอยู่ชุดหนึ่ง ในวงการคริสเตียน

  • “มีการบอกว่า ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ เป็นคนเลว ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่ แต่พอเปลี่ยนเป็น ประยุทธ์ คริสเตียนในคริสตจักรทำไมกลับนิ่งเฉยอะครับ?”
  • “เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว (สมัยที่ผมไม่มีความรู้การเมือง) เห็นหน่วยงานคริสเตียนขึ้นไปกลางอธิษฐานเผื่อบนเวทีเลย (เราก็คิดว่าสุดยอดเลย คริสเตียนมีส่วนกับปัญหาในระดับสังคม) แล้วตอนนี้หายไปไหนหมด?”
  • “ปากบอกอยากได้นักการเมืองคริสเตียนเข้าไปในสภา แต่พอมีจริงๆเป็นพรรคอนาคตใหม่ (ณ เวลานั้น) ทำไมทำเหมือนกับเขาไปทำอะไรผิดมาสักอย่าง อคติกับเขา?”

.

.

ในยุคที่มีอยุติธรรมชัดเจนมากๆ ทำไมไม่เห็นผู้นำคริสเตียนออกแถลงการณ์ ต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นเลย?

.

ได้โปรดอย่าอ้างว่า “พระคัมภีร์สอนให้ต้องเชื่อฟังผู้ปกครองผู้นำ” โดยไม่ชั่งน้ำหนักว่าในภาพใหญ่ของพระคัมภีร์ว่า “พระเจ้าแคร์ ความอยุติธรรมในสังคม หรือแคร์อำนาจกษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ มากกว่ากัน?”

.

.

เราในฐานะสมาชิกในคริสตจักรถูกสอนมาเสมอว่า “ไม่ให้เราใช้ชีวิตแยกวันจันทร์ถึงเสาร์ ออกจากวันอาทิตย์” และ “เราถูกสอนมาว่าให้เป็นเกลือและแสงสว่างให้กับสังคม เปลี่ยนโลก” นี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่คริสเตียนจะออกมายืนเคียงข้างเพื่อนมนุษย์ ไม่เช่นนั้นเราก็จะเป็นคล้ายๆดารานักแสดงบางคนที่มีคำพูดสวยหรูเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่ถึงเวลาเกิดปัญหาด่านสิทธิมนุษยชนจริงๆ กลับเงียบกริบ

.

การเมืองและโครงสร้างทางสังคมคือชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคริสเตียนด้วย แยกออกไม่ได้เลย

.

ถ้าคริสเตียนไม่แตะเรื่องราวทางปัญหาสังคม เราก็เหมือนมีชีวิตเพื่อทำชีวิตให้(ดู)บริสุทธิ์ ได้รับความรอดขึ้นสวรรค์แล้วก็จบ ซึ่งในใจผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ทำไมเชื่อพระเจ้า(พระเยซู) เสร็จแล้ว พระองค์ถึงไม่รับเราขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ ในเมื่อจบหน้าที่ของมนุษย์แล้ว พระองค์ให้เรามีชีวิตอยู่ทำไม?

.

.

ในระดับส่วนบุคคล มันโอเคที่เราจะใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าในช่วงหนักหนาสาหัสแบบนี้ เพื่อสร้าง Peace of Mind ผ่านการร้องเพลงนมัสการ อธิษฐานเพื่อเยียวยาความเครียด ทั้งนี้ในภาพใหญ่ระดับสังคม เราทำอะไรได้บ้าง? หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไร ทำเป็นหลับตาข้างเดียวไม่รู้เรื่องอะไร? หรือไม่ทำอะไรเพราะมีเหตุผลบางอย่างอยู่ เช่น

.

1. คำคมในแอพ Line ที่ส่งต่อๆกัน ประมาณว่า…

  • “พระเยซูเป็นหมอ/วัคซีนที่ดีที่สุด”
  • “พระเยซู(ชนะบาปจึง)ชนะโควิด”
  • “พลัง(การรักษา)ที่ดีที่สุดคือการอธิษฐาน”
  • “อธิษฐานไล่โควิด”
  • “พระเยซูเป็นคำตอบทุกสิ่งในชีวิต”
  • “เพียงแค่มีพระเจ้า ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้”
  • “อย่าพึ่งพากำลังตนเอง พึ่งพากำลังพระเจ้า” (ในเคสนี้คือไม่ลงมือทำอะไรเลย)
  • และอื่นๆ

.

เรารู้สึกว่า การอ่านคำพูดลักษณะนี้ทำให้เรารู้สึก “จบเรียบร้อย” ในส่วนของฉัน และไม่จำเป็นต้องสนใจปัญหาสังคม

(แนะนำเพิ่มเติมว่าคำพูดลักษณะนี้จำเป็นต้องมีบริบทมารองรับ และต้องมาพร้อมกับความจริง อะไรที่มันใช้ความเชื่อสุดโต่งอีกด้านโดยไม่ใช้ความจริงของโลกที่เกิดขึ้นมาประกอบ มันทำให้เรามองโลกไม่ตรงตามที่ควรจะเป็นได้)

.

2. หรือไม่บางคนก็เหมือนเดินสะดุดหินก้อนเล็กๆล้มท่ามกลางไฟไหม้บ้าน แล้วโฟกัสและแปะป้ายไปที่ก้อนหินนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ดีไปแล้ว เช่นฉันจะไม่สนใจการเมือง เพราะกลุ่มชุมนุมทางการเมืองใช้คำหยาบ (เหมือนเรามีแม่แบบของคริสเตียนว่าจะต้องไม่พูดคำหยาบ ต้องใจดี ต้องซอฟต์ ไม่รุนแรง ไม่ขัดแย้งกัน) เราต้องรักกันและกัน รวมทั้งมายาคติแบบว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก การเมืองเป็นเรื่องของคนเลว คนดีๆอย่างคริสเตียนอย่าไปแตะต้องเลย

.

บางทีเราโฟกัสจุดดำๆเล็กน้อยบนกระดาษขาวแล้วบอกว่ากระดาษสกปรกไปหมดผ่าน ผมอยากเชิญชวนให้เราเป็นเหมือนแก้วน้ำที่พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ รับรู้เจตนา เหตุและผล ของการชุมนุม

การที่โฟกัส “จุดๆ” เดียวที่ตัวเองไม่ชอบ อาจทำให้เราพลาดสิ่งอื่นๆที่เราอาจมองข้ามไปได้

.

3. หรือเอาจริงๆ ที่(ผู้นำ)คริสเตียนไม่ออกมาพูดก็คือมีผลประโยชน์ที่มีอยู่ในการไม่ออกมาพูดซ่อนอยู่ เข้าใจว่าทุกคนบนโลกนี้ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของผลประโยชน์ แต่จะไม่ออกมาทำอะไรมากกว่า การโพสคำสอน คำคม แจกของงี้หรอ …… เอนเนอร์จี้แบบ กปปส. เหมือนในอดีตหายไปไหนหมด?

.

และถ้า(ผู้นำ)คริสเตียนไม่สนใจการเมืองและปัญหาเชิงโครงสร้าง เราจะต้องแจกของไปอีกกี่ปีครับ?

คริสเตียนเราก็จะคล้ายพี่ตูน ที่วิ่งรับบริจาคสร้างโรงพยาบาล คนบริจาคก็ฟีลกู้ดเป็นครั้งๆไป (ไม่ได้บอกว่าการแจกของหรือทำเพื่อสังคมลักษณะนี้มันผิด มันเยียวยาช่วยเหลือได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ได้แตะต้นตอต้นเหตุของปัญหาเท่าไหร่นัก)

.

.

ถ้าปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมถูกแก้ไขให้ดีขึ้น คนมีโอกาสมาเป็นคริสเตียนก็น่าจะง่ายขึ้น และคิดว่าการทำบาป (เช่น อาชญากรรม) จะลดลงได้

.

.

ถ้าการเมืองดี ข่าวประเสริฐของพระเยซูจะเข้าไปในใจคนได้ง่ายขึ้น เพราะ ในเมื่อเขาอิ่มท้อง มีที่อยู่อาศัยดี เขาก็จะมีพื้นที่ทางความคิดที่จะคิดถึงความหมายของชีวิตได้ง่ายขึ้น

.

.

.

นอกจากเรื่องภาพใหญ่ในสังคม ผมถามตัวเองในช่วงโควิดที่ผ่านมา

“สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?”

.

หนึ่งในเหตุผลที่ตอบผมได้คือ การได้อยู่เคียงข้างมนุษย์โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นคริสเตียนและคนไม่เป็นคริสเตียน มองมนุษย์แบบที่พระเยซูมอง ไม่ตัดสินแปะป้าย เช่น มีรสนิยมทางเพศแบบไหน (เคยรู้สึกแย่ ตอนที่มีเพื่อนมาบอกกับเราว่าเขาเป็นเกย์ คำสอนคริสเตียนดีแต่สังคมคริสเตียนทำให้เขารู้สึกถูกผลักไปอีกคนกลุ่มนึงที่บริสุทธิ์ไม่เท่าคริสเตียน – ถ้าเพื่อนคนนั้นอ่านถึงตรงนี้ เราขอโทษแทนด้วยนะ) พอมองมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ รู้สึกอะไรๆมันง่ายขึ้นและเบาขึ้น

.

และในเมื่อมีประชาชนหรือใครหลายคนกำลังต่อสู้กับความอยุติธรรม ผมในฐานะคริสเตียนที่เชื่อว่าพระเจ้าผู้เกลียดความอยุติธรรมก็อยากอยู่เคียงข้างนี้ด้วย

.

เราเชื่อลึกๆว่า “ให้ทุกสิ่งที่หายใจ จงสรรเสริญพระเจ้า” ส่วนตัวหมายถึงรวมหมายถึงคนไม่เป็นคริสเตียนด้วยนะ เขาต้องได้สรรเสริญพระเจ้าของคริสเตียนด้วย

.


ผมเขียนทั้งหมดนี้ เอาจริงๆก็แค่อยากระบายถึงความผิดหวังกับผู้นำคริสเตียนที่ take action ไม่มากเหมือนตอน กปปส. เท่าไหร่ และร่ายยาวเรื่องโน่นนี่นั่นเรื่อยๆ

.

ถ้าสื่อสารถึงผู้นำคริสเตียนได้ คงเป็นความรู้สึกที่เหมือนในภาพข้างล่างใต้ที่โพสนี้

ในขณะที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ เราสามารถใช้คำคมสวยหรูเพื่อพัฒนาจิตใจตัวเองก็ได้ หรือ take action ในฐานะผู้นำก็ได้ มีทางเลือกต่างๆ เช่น

  • สารภาพบาปผิดกับพระเจ้า ที่เคยมีส่วน (ทางตรง/ทางอ้อม) ทำให้โครงสร้างทางการเมืองของประเทศเสียหาย
  • อธิษฐานขอความยุติธรรมในสังคมกลับมา และยืนเคียงข้างความถูกต้อง
  • ดูแลสุขภาพจิตของคริสเตียน และประชาชนคนไทย
  • ฯลฯ

ที่เราออกมาพูดเรื่องการเมืองตลอด จนมีคริสเตียนแซวว่า “ระวังต้องย้ายประเทศนะ” เป็นเพราะส่วนตัวเราไม่อยากเป็นคริสเตียนที่อธิษฐานแล้วรู้สึกดีแล้วจบ อยากทำในส่วนที่ทำได้ด้วย เราจะเกลียดตัวเองมากถ้า เรานิ่งเฉยแล้วคนไม่เป็นคริสเตียนไปสู้รบแนวหน้า พอได้ชัยชนะมาก็บอกว่าเป็นเพราะพระคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรประเทศไทย แต่จริงๆคนข้างหลังเค้าต้องเหนื่อยเปิดเครื่องด่ากันขนาดไหนอะ เราแค่อยากเคียงข้างคนต่อสู้ในความอยุติธรรม ก็เท่านั้น

และสุดท้ายนี้เป็นคำถามมาจากแผ่น Post-It ที่ไม่เข้าพวกใดๆ

“ถ้าพระเยซูมีอายุ30ปี อยู่ในผืนแผ่นดินรัฐบาลประยุทธ์ พระองค์จะทำอะไรบ้างนะ (What Would Jesus Do)” (ตอบตรงๆ คิดไม่ออก 55+)

บทความนี้ใช้เวลาเขียนนานมาก และพยายามเรียบเรียงแล้ว ถ้างงๆก็ขออภัย โดยรวมคือการระบายความรู้สึกความคิดเราแหละ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ 🙂

Similar Posts

  • | |

    การเชื่อพระเจ้าที่ทำให้ความเย่อหยิ่ง (หรืออีโก้) สูงขึ้นโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว…

    ข้อความนี้เป็นข้อความที่เขียนบนโซเชียลส่วนตัวเมื่อปี 2022 เป็นบทความที่เกิดจากการตลกผลึกของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในการเติบโตฝ่ายวิญญาณและศาสนาของผม “วิญญาณ/กรอบศาสนา” เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้ผม “ตื่นรู้” มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และตอนนี้ คีย์เวิร์ดนี้ได้ทำผมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล โดยภาพรวม ทำให้ผม ผมได้คัดลอกข้อความบน Facebook มาลงในนี้ และมีการปรับคำศัพท์ให้ดีขึ้น อยากบอกว่า เนื้อหาในนี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย แบบเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่คำโฆษณาสวยหรู ลองดูนะครับ 😀 ** บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคริสเตียน อาจมีศัพท์เทคนิคทางศาสนาเยอะหน่อย แต่ตั้งใจเขียนเขียนให้ทุกคนอ่านได้ครับ ** บทความนี้เป็นบทความที่เขียนโดยมุมมองของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอิงทางศาสนศาสตร์ใดๆได้ เป็นแค่แชร์มุมมองคนๆหนึ่งเท่านั้น อย่าคาดหวังความถูกต้องทางวิชาการแต่อย่างใด ผมสารภาพอย่างหนึ่งว่า เรารู้สึกเป็นคนเลวมาก เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองติด “กรอบศาสนา” ตั้งแต่ไหนแต่ไร เรามีมุมมองการทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการใช้เลนส์ “กรอบศาสนา” โดยคิดว่า การเคร่งศาสนาเป็นความดี การตัดสินคนที่ไม่เชื่อหรือไม่เคร่งเหมือนเราเป็นสิ่งที่ดี และเราภูมิใจกับสิ่งนี้ ลึกๆรู้สึกโอเคกับการตัดสินคน ควบคุมคน คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น (หรือดีกว่าคนไม่เชื่อพระเจ้า) ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภายนอกเราก็ดูเป็นคนที่เป็นคนดี (คิดว่านะ 55+) แต่ด้านในจิตใจที่ทุกคนไม่เห็นด้วยตาคือการภูมิใจกับความเคร่งครัดในกรอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ภายในใจเต็มไปด้วยการตัดสิน การวิจารณ์ ความหยิ่ง อีโก้…

  • | |

    ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า : งานสัมมนาที่ห้ามเผยแพร่ แต่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล (จริงๆ)

    เมื่อปี 2021 ผมมีโอกาสฟังงานสัมมนาของนักศึกษาแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (ในที่นี้อาจรวมถึงอาการซึมเศร้าต่างๆด้วย) ว่ามันอาจเป็นผลที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นมาก และทำให้ตระหนักรู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราแทบทุกด้านก็ว่าได้ ความพีคคือ งานสัมมนานี้ถูกไม่ให้เผยแพร่หลังจากนั้น แปลว่ามันมีอะไรบางอย่าง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับผมนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ทำให้รู้ว่า ตัวเราและโครงสร้างสังคมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเครดิตพิเศษให้ อ. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แชร์มุมมองนี้ เปิดโลกประชาชนธรรมดาคนนี้ และน้องๆจากภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยที่จัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมเคยโพสบทสรุปในเฟสบุ๊กส่วนตัวของผม ผมขอคัดลอกมาลงในนี้อีกช่องทาง โดยปรับแก้ไขคำศัพท์บ้างเล็กน้อย และมีเพิ่มเติมข้อมูลในปัจจุบัน (2026) ให้ด้วย “ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า” งานสัมมนาโดยนักศึกษาปี 4 แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังเหมือนมีการสั่งห้ามเผยแพร่ไม่ให้ดูย้อนหลัง ด้วยเหตุผลบางอย่าง… . 0. เราได้ไปฟังสัมมนาเรื่องนี้มาแล้วได้ประโยชน์มาก เราตั้งใจจะแชร์สิ่งที่เราโน้ตเอาไว้อยู่แล้ว แต่ตอนหลังรู้ว่าเหมือนจะมีการห้ามเผยแพร่คลิปของงาน เราก็จะอยากเอาสิ่งที่เราจดโน้ตไว้ บวกกับข้อมูลจากการอ่านบทความข้างนอกที่เกี่ยวข้องมารวมกันด้วย ทั้งนี้อาจมีเนื้อหาซ้ำกันวนกันบ้าง มีความเห็นเราปนบ้าง แต่เราตั้งใจเขียนมากๆ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับหลายๆคน . 1. ปัจจัยที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามีปัจจัยจากA. ร่างกาย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *