ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า : งานสัมมนาที่ห้ามเผยแพร่ แต่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล (จริงๆ)
เมื่อปี 2021 ผมมีโอกาสฟังงานสัมมนาของนักศึกษาแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (ในที่นี้อาจรวมถึงอาการซึมเศร้าต่างๆด้วย) ว่ามันอาจเป็นผลที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นมาก และทำให้ตระหนักรู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราแทบทุกด้านก็ว่าได้
ความพีคคือ งานสัมมนานี้ถูกไม่ให้เผยแพร่หลังจากนั้น แปลว่ามันมีอะไรบางอย่าง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับผมนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ทำให้รู้ว่า ตัวเราและโครงสร้างสังคมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ยกเครดิตพิเศษให้ อ. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แชร์มุมมองนี้ เปิดโลกประชาชนธรรมดาคนนี้ และน้องๆจากภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยที่จัดสัมมนาในครั้งนี้
ผมเคยโพสบทสรุปในเฟสบุ๊กส่วนตัวของผม ผมขอคัดลอกมาลงในนี้อีกช่องทาง โดยปรับแก้ไขคำศัพท์บ้างเล็กน้อย และมีเพิ่มเติมข้อมูลในปัจจุบัน (2026) ให้ด้วย
“ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า” งานสัมมนาโดยนักศึกษาปี 4 แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังเหมือนมีการสั่งห้ามเผยแพร่ไม่ให้ดูย้อนหลัง ด้วยเหตุผลบางอย่าง…
.
0. เราได้ไปฟังสัมมนาเรื่องนี้มาแล้วได้ประโยชน์มาก เราตั้งใจจะแชร์สิ่งที่เราโน้ตเอาไว้อยู่แล้ว แต่ตอนหลังรู้ว่าเหมือนจะมีการห้ามเผยแพร่คลิปของงาน เราก็จะอยากเอาสิ่งที่เราจดโน้ตไว้ บวกกับข้อมูลจากการอ่านบทความข้างนอกที่เกี่ยวข้องมารวมกันด้วย ทั้งนี้อาจมีเนื้อหาซ้ำกันวนกันบ้าง มีความเห็นเราปนบ้าง แต่เราตั้งใจเขียนมากๆ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับหลายๆคน
.
1. ปัจจัยที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามีปัจจัยจาก
A. ร่างกาย (สารเคมีในสมอง พันธุกรรม)
B. จิตใจ (ความเชื่อบางอย่าง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เหตุการณ์ที่มีผลต่อจิตใจ) C. สังคม (สิ่งแวดล้อมรอบตัว วัฒนธรรม ฐานะการเงิน ปัญหาครอบครัว)
.
2. ยาทางจิตเวชต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหมวด C. สังคม ได้
.
3. เวลาที่หมอบอกว่าต้นตอซึมเศร้าเกิดจาก “A.ร่างกาย B.จิตใจ และ C.สังคม” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว “C. สังคม” ที่หมอพูด อาจเป็นการมองแบบกรอบแคบๆ ไม่ได้แตะหรือเผชิญหน้าในระดับทุนนิยมหรือเศรษฐกิจเลย ซึ่งอาจเป็นการเลี้ยงไข้หรือทำให้อาการแย่ลงได้
.
4. ประเทศที่มีความเครียด/โรคเครียดน้อยที่สุด เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ และมีรัฐสวัสดิการดีคุ้มค่ากับภาษีที่ประชาชนจ่าย
.
5. ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ มีสัดส่วนผู้เป็นโรคซึมเศร้า อ้วน หัวใจ ซึมเศร้า เครียด ติดเหล้า ติดยาเสพติด ปัญหาสุขภาพน้อยกว่า ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง (ถ้าทุกอย่างดีขึ้นและมีความเสมอภาคกันมากขึ้น สัดส่วนคนป่วยโดยเฉพาะชนชั้นล่างและแรงงานน่าจะลดลง)
.
6. ทุนนิยมทำให้ความสุขเป็นเรื่องของปัจเจก (ส่วนบุคคล/ตัวฉัน) มากขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องมิติสังคม ถ้าคุณไม่มีความสุขแปลว่าเป็นปัญหาของคุณเอง เช่น การมีสุขภาพดี เป็นเรื่องของเรา เราต้องกินคลีน ไปฟิตเนส (ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ในประเทศนี้) แต่ไม่ใช่ปัญหาของการออกแบบเมืองที่ไม่สนับสนุนการเดินไปทำงาน การคุมตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบอาหารที่มีสารเร่งโต
.
7. สิ่งที่หล่อเลี้ยงทุนนิยมคือการทำให้คนเชื่อว่า “ปัญหาสังคมที่เกิดไม่เกี่ยวกับเรื่องระบบชนชั้นและทุนนิยมเลย” และ “ปัจเจกต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต”
.
8. Concept ความเป็นปัจเจกบุคคล เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ เป็นความเชื่อว่าเราสามารถมีความสุขคนเดียวโดยไม่สนใจคนรอบตัวของเราก็ได้ เป็นตัวของตัวเอง หาประโยชน์ให้ตัวเอง โลกทั้งใบอยู่ที่ตัวปัจเจกเท่านั้น
สิ่งนี้ทำลายความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องเชื่อมต่อกับคนอื่น/สังคม/สิ่งแวดล้อม/ระบบอื่นๆ
.
9. ทุนนิยมทำให้เราต้องสะสมต้นทุนไม่สิ้นสุด (เช่น การเรียนรู้/เรียนออนไลน์/หา connection/สุขภาพดี/โรคต่างๆต้องป้องกันเองก่อน) และถ้าเกิดอะไรพลาด จะโทษตัวเราว่าเป็นที่เราเองที่ทำดีไม่พอเอง
.
10. ทุนนิยม คุณต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา แม้ข้างในคุณจะแย่หรือไม่โอเค
.
11. หัวใจทุนนิยมคือการสร้างผลกำไร สะสมทุน และไหลเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่การสร้างมนุษย์ที่ดี
.
12. ทุนนิยมเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตระดับสูงที่เราเห็นในโลกทุกวันนี้
.
13. ทุนนิยมทำให้ “การพักผ่อน” กลายเป็นความหมายเดียวกับ “ความเกียจคร้าน”
.
14. ทุนนิยมเพิ่มอาการโรค Panic จากโลกดิจิทัลที่เร็วจนเกินไป และเพิ่มโรคซึมเศร้าสูงขึ้นมากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เกิดการแยกเวลาพัก-การทำงานไม่ออกอย่างมาก
.
15. เมื่อเราเข้า Social Network หรือเกมออนไลน์ใดๆ เรากำลังสร้างเงินให้กับ Platform นั้นอยู่ และทำให้กรอบเวลาเราไม่ชัดเจน (อยากเสริมส่วนตัวว่ารวมไปถึง Notification ที่เด้งตลอดเวลาของแอพต่างๆด้วย เป็นการดึงเวลาเราอย่างมหาศาล กระตุ้นการเสพ การซื้อของอย่างมาก และรวมไปถึง App ซื้อของที่ใช้จิตวิทยาข้างในแอพเยอะมาก และมี Notification เด้งทุก 2–3 ชั่วโมงเสมอ — และแน่นอน คาดเดาได้ว่าหากใช้เวลามากไป ซื้อของมากไป ก็ไม่ใช่ความผิดของคนผลิต App แต่เป็นความผิดเราที่คุมตัวเองไม่ได้ต่างหาก เป็นการโยนความผิดให้ปัจเจกล้วนๆ)
.
16. อาการ Burnout / Imposter Syndrome (คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ) / วาทะกรรมอย่าง “ต้องมี Passion หางานที่รัก” / การไม่เห็นความฝันตัวเอง / เหนื่อยกับการตามความสำเร็จ / ต้องมี Productivity แทบจะตลอดเวลา / Normalize การทำงานหนัก / การถูกคาดหวังให้เราทำงานแบบ Work-life integration โดยไม่ให้เราถือหุ้นบริษัทด้วย ฯลฯ อะไรพวกนี้เกิดกับหลายคน เป็นปัญหาเชิงสังคม และมีทุนนิยมอยู่เบื้องหลัง นายทุนได้ผลประโยชน์ (สังเกตว่าคน WFH จนแทบจะ 24 ชม. แต่รัฐบาลไม่แคร์ประชาชนเรื่องสุขภาพจิตเลย) ในขณะที่หลายทศวรรษที่ผ่านมาสภาพการทำงานมันแย่ลงมาก เราสูญเสียการควบคุมชีวิตของเรา กลายเป็นแรงงานอ่อนแอในฟันเฟือง
.
17. ทุนนิยมทำให้แรงงานอ่อนแอ เกิดความเหลื่อมล้ำ บางคนต้องทำงานมากกว่า 2–3 อาชีพ สุดท้ายระบบก็บอกว่า ระบบไม่ผิด ตัวคุณเองที่ผิด ที่ไม่ขยัน ต้องโทษตัวเอง โลกเจอวิกฤตแล้ววิกฤตเล่าแต่คุณไม่หาโอกาสในวิกฤตเอง — สิ่งนี้เป็นการโทษ/โยนความรับผิดชอบให้ปัจเจกจนเกินไปรึเปล่าอะ
.
18. ทุนนิยมบอกให้เราต้องมีตัวตน แสวงหาตัวตนตลอดเวลา ทำให้เกิดธุรกิจ Life Coach (มีทั้งที่โอเคและจอมปลอม และเพิ่งเป็นธุรกิจเมื่อ 2–3 ทศวรรษที่ผ่านมา) / หมอดู / แบบทดสอบต่างๆ มากมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากสังคมที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองตลอดเวลา และสัมพันธ์กับการเกิดการซึมเศร้า
.
19. นักจิตวิทยาฝ่ายขวาชื่อ Jordan Peterson ชอบพูดว่า “เราต้องปัดกวาดบ้านให้เสร็จ ก่อนไปเปลี่ยนโลก” ประเด็นคือ โลกภายนอกต่างหากที่กระทบจนทำให้เราไม่สามารถโฟกัสการปัดกวาดบ้านให้เรียบร้อยได้ คือถ้าเน้นแต่ตัวเราเอง พัฒนาตัวเอง บางทีมันเป็นการกลบปัญหาสังคม แล้วทำให้มีแต่ปัญหาเชิงปัจเจก
เป็นการลดทอนปัญหาเชิงโครงสร้างให้กลายเป็น “คุณยังไม่พยายามพอ”
20. การฆาตกรรมสังหารหมู่มักมีการ live ลง Social Media (เช่น คดีในห้างแห่งหนึ่งที่โคราช) เนื่องจากผู้กระทำรู้สึกลึกๆว่าไม่มีตัวตน ไม่มีใครฟังผู้น้อยอย่างเขา การฆ่าคนทำให้มีตัวตน และทำให้อาชญากรรมสูงขึ้นไปด้วย
.

21. ท้ายบทความนี้จะมีที่มาของเนื้อหา จะมีลิงค์นึงที่ลิงค์ไปที่เพจ ในนั้นจะมีข้อความส่วนหนึ่งที่อาจารย์พูดไว้ ลองเข้าไปดูอาจเข้าใจว่าทำไมเราถึงชอบเนื้อหาในงานสัมมนานี้ ใบ้แล้วน๊า อิอิ
Update เนื้อหา 2026
เข้าไปดูที่ https://www.facebook.com/numovementt/posts/1395453424185522
.
22. การแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้า คือการแก้ไขปัญหาการเมือง
.
23. ความทุกข์ของเราบางทีอาจเป็น “ความทุกข์เชิงสังคม” ไม่ใช่เรา
.
24. รัฐโยนให้ทุกอย่างให้เป็น “ปัจเจก” ของเราหมดเลย เช่น พ่อแม่สูงอายุ รัฐไม่ช่วย (เราขอไม่นับประเภทให้เศษเงินนิดนึงแล้วแปลว่าช่วยแล้วนะ ไม่คุ้มภาษีที่จ่าย และรัฐใช้วิธีนี้มาตลอด) แต่ลูกต้องกตัญญูดูแล (สังคมต้องเสมอภาค เหมือนต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลผู้สูงอายุให้เลยเป็นสวัสดิการ)
.
25. รัฐสวัสดิการคือการประนีประนอมระหว่างชนชั้นอย่างนึง ทำให้ทุนนิยมอยู่ในสมดุลที่โอเค และเป็นจุดเริ่มต้นของการลดปัญหาสุขภาพจิตของชนชั้นแรงงาน และลดซึมเศร้า
.
26. ผู้ชายมีความรู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบมากกว่าผู้หญิง การฆ่าตัวตายในผู้ชายจึงมีแนวโน้มมากกว่าผู้หญิง
.
27. เราถูกให้ “การออกกำลังกาย/จิตวิทยา/การกินที่ดี” เป็นเรื่องอำนาจทางการแพทย์/ชีววิทยาเยอะจนเกินไป (Medicalization) จนละเลยมิติทางสังคม/การเมือง
.
28. เมื่อไหร่ที่บอกว่าความฝันของใครผิด เรากำลังทำลาย “Self” หรือตัวตนเขา และความฝันไม่ใช่ทุนนิยม แต่เป็นความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนฝันได้
.
29. ในประเทศไทย งานที่มีคุณค่าต่อสังคมเป็นงานที่ได้เงินและสวัสดิการน้อย เช่น คนกวาดถนน พนักงานเก็บขยะ เด็กทำความสะอาด/จัดของในซูเปอร์ฯ ฯลฯ ซึ่งได้เงินและสวัสดิการน้อยกว่าระดับ CEO
ซึ่งเอาจริงเราไม่เห็นจำเป็นต้องมี CEO มากขนาดนั้น การมีคนระดับ CEO จำนวนมากก็ไม่เห็นสร้างอะไรให้สังคมเดินต่อไปได้ เราต้องการคนทำงานในสังคม
ดูจากช่วงโควิดได้ เราต้องการคนหน้างานมหาศาล ไม่ได้ต้องการผู้บริหารจำนวนมากชี้นิ้วถ่ายรูปสร้างภาพ
.
30. ปัญหาทางสุขภาพมีมากกว่าสุขภาพของ ”คนๆ” หนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับสังคม ซึ่งโรคซึมเศร้าให้กินยาได้ แต่ยาไม่ใช่คำตอบระยะยาว
.
31. อาการและโรคซึมเศร้า เป็นอาการของความล้มเหลวในโลกทุนนิยมและเป็นกันทั้งโลก
.
32. ทุนนิยมพยายามทำให้พลังงานของมนุษย์ถูกลำเลียงไปเป็นแรงงาน กดขี่ด้วยภาระหน้าที่ซ้ำซากจำเจ ความทรหดของค่าแรงงาน
.
33. ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากระบบทุนนิยมคือ Global Warming สิ่งแวดล้อมพังพินาศ แต่ว่าชนชั้นนายทุนที่เป็นเจ้าของไฟฟ้า/น้ำประปา/ทรัพยากร เมื่อถึงวันสิ้นโลกก็จะรอดแบบสบายๆหน่อย ชนชั้นมีส่วนในการกำหนดว่าใครจะรอดหรือไม่รอด
.
34. “การตระหนักถึงความต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์” จำเป็นต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี เมื่อมนุษย์มีเหตุผลและได้ใช้จินตนาการ มนุษย์จะทำหน้าที่สมกับเป็นมนุษย์ สร้างสรรค์สิ่งดีๆออกมา ซึ่งสิ่งนี้ทำงานใต้ทุนนิยมไม่ได้เพราะระบบสายพานไม่สามารถเติมเต็มการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละคนได้
.
35. เบื้องต้นที่พอทำได้ในสภาวะแบบนี้คือ พยายามเลิกโทษตัวเองและมองว่าบางทีเป็นปัญหาระดับสังคมแหละ มองปัญหาต่างๆเป็นโครงสร้างมากขึ้น ไม่ใช่ปัจเจก
.
(ข้อ 36–38 เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)
36. สมมติว่ามีประเทศหนึ่งที่…
– มีจำนวนพื้นที่สีเขียว เวทีแสดงออกทางศิลปะดนตรี ที่จรรโลงจิตใจ น้อยมากๆ หรือแทบไม่มีเมื่อเทียบกับอัตราส่วนพื้นที่และประชากร
– ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างคมนาคม สิ่งแวดล้อม ที่พัฒนาโดยมีแรงดันดาลใจจากน้องหอยทากและสล็อตเป็นโมเดลตั้งต้น อยากพัฒนาอะไรก็เหมือนจะโดนขวางไปหมด
– สวัสดิการพื้นฐานประชาชนต้องหาเงินซื้อเอง
– การใช้กฎหมายแปรผันตามความต้องการของผู้มีอำนาจ
ทำให้ส่วนตัวคิดว่าหากสมมติว่าประเทศนี้มีจริง ประชาชนในประเทศน่าจะเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ แม้ภายนอกจะดูยิ้มแย้ม แต่ภายในมีความซึมเศร้าลึกๆก็ไม่แปลกใจ ทั้งนี้นี่คือประเทศสมมตินะๆ อย่าคิดมาก
37. โฆษณาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทุนนิยมใช้ได้เป็นอย่างดีในยุคนี้ โฆษณาทำให้เรารู้สึกต้องมี ต้องสวย ต้องขาว ต้องหล่อ ต้องเก่ง ต้อง Upskill ต้องมีทักษะในศตวรรษที่21 (แม้เข้าศตวรรษที่ 21 มา 21 ปีแล้วก็ยังพูดอยู่) ต้อง…บลาๆๆๆๆ สารพัด เจอแบบนี้ในสื่อต่างๆ บางทีชีวิตมันก็เหนื่อยอะ อย่าง Facebook ไถทุกๆ 6 Feed ก็มีโฆษณาเด้งมาทีนึง วันนึงเราเจอโฆษณาเยอะมากๆๆๆนะ เอาจริง
Update เนื้อหา 2026
-โฆษณาไม่ใช้คำว่า “ทักษะศตวรรษที่ 21” แต่ใช้คำว่า “ยุค AI” แทน
– Facebook ไม่ใช่ขึ้นโฆษณาทุกๆ 6 Feed แล้ว แต่ขึ้นโฆษณาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เราอ่าน 1 Feed เป็นต้นไป นั่นแปลว่าเราเจอโฆษณา/เนื้อหาที่ระบบนำเสนอแบบที่เราไม่ได้ต้องการ แทบจะตลอดเวลาเลยก็ว่าได้
.
38. ระบบ Coin/สะสมแต้ม/คะแนน/คูปอง/กดรับเหรียญทุกๆ 1 วัน ที่อยู่ใน App ซื้อของหรือ App บางอย่าง เป็นหนึ่งใน Gamification ที่ทำให้เรารู้สึกสนุก อยู่ใน Platform นานๆ อาจส่งผลให้เราซื้อของเกินความต้องการโดยไม่รู้ตัว ไม่นับเรื่องความเหนื่อยจากการแย่งโค้ดส่งฟรีตอนเที่ยงคืน/การที่ต้องมานั่งเช็คว่าไอ่สินค้าที่ลด 80% มันลดจริงๆรึเปล่า ชีวิตเหนื่อยอะ
.
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง แรงบันดาลใจ อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://thematter.co/…/capitalist-realism-and…/141630