ภาพจาก AI: Google Gemini “ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า”

ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า : งานสัมมนาที่ห้ามเผยแพร่ แต่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล (จริงๆ)

เมื่อปี 2021 ผมมีโอกาสฟังงานสัมมนาของนักศึกษาแห่งหนึ่ง พูดเรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า (ในที่นี้อาจรวมถึงอาการซึมเศร้าต่างๆด้วย) ว่ามันอาจเป็นผลที่มาจากโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมมองโลกกว้างขึ้นมาก และทำให้ตระหนักรู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราแทบทุกด้านก็ว่าได้

ความพีคคือ งานสัมมนานี้ถูกไม่ให้เผยแพร่หลังจากนั้น แปลว่ามันมีอะไรบางอย่าง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับผมนั้นมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ทำให้รู้ว่า ตัวเราและโครงสร้างสังคมเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ยกเครดิตพิเศษให้ อ. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แชร์มุมมองนี้ เปิดโลกประชาชนธรรมดาคนนี้ และน้องๆจากภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยที่จัดสัมมนาในครั้งนี้

ผมเคยโพสบทสรุปในเฟสบุ๊กส่วนตัวของผม ผมขอคัดลอกมาลงในนี้อีกช่องทาง โดยปรับแก้ไขคำศัพท์บ้างเล็กน้อย และมีเพิ่มเติมข้อมูลในปัจจุบัน (2026) ให้ด้วย


“ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า” งานสัมมนาโดยนักศึกษาปี 4 แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังเหมือนมีการสั่งห้ามเผยแพร่ไม่ให้ดูย้อนหลัง ด้วยเหตุผลบางอย่าง…

.

0. เราได้ไปฟังสัมมนาเรื่องนี้มาแล้วได้ประโยชน์มาก เราตั้งใจจะแชร์สิ่งที่เราโน้ตเอาไว้อยู่แล้ว แต่ตอนหลังรู้ว่าเหมือนจะมีการห้ามเผยแพร่คลิปของงาน เราก็จะอยากเอาสิ่งที่เราจดโน้ตไว้ บวกกับข้อมูลจากการอ่านบทความข้างนอกที่เกี่ยวข้องมารวมกันด้วย ทั้งนี้อาจมีเนื้อหาซ้ำกันวนกันบ้าง มีความเห็นเราปนบ้าง แต่เราตั้งใจเขียนมากๆ เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับหลายๆคน

.

1. ปัจจัยที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามีปัจจัยจาก
A. ร่างกาย (สารเคมีในสมอง พันธุกรรม)
B. จิตใจ (ความเชื่อบางอย่าง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เหตุการณ์ที่มีผลต่อจิตใจ) C. สังคม (สิ่งแวดล้อมรอบตัว วัฒนธรรม ฐานะการเงิน ปัญหาครอบครัว)

.

2. ยาทางจิตเวชต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหมวด C. สังคม ได้

.

3. เวลาที่หมอบอกว่าต้นตอซึมเศร้าเกิดจาก “A.ร่างกาย B.จิตใจ และ C.สังคม” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว “C. สังคม” ที่หมอพูด อาจเป็นการมองแบบกรอบแคบๆ ไม่ได้แตะหรือเผชิญหน้าในระดับทุนนิยมหรือเศรษฐกิจเลย ซึ่งอาจเป็นการเลี้ยงไข้หรือทำให้อาการแย่ลงได้

.

4. ประเทศที่มีความเครียด/โรคเครียดน้อยที่สุด เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ และมีรัฐสวัสดิการดีคุ้มค่ากับภาษีที่ประชาชนจ่าย

.

5. ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ มีสัดส่วนผู้เป็นโรคซึมเศร้า อ้วน หัวใจ ซึมเศร้า เครียด ติดเหล้า ติดยาเสพติด ปัญหาสุขภาพน้อยกว่า ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง (ถ้าทุกอย่างดีขึ้นและมีความเสมอภาคกันมากขึ้น สัดส่วนคนป่วยโดยเฉพาะชนชั้นล่างและแรงงานน่าจะลดลง)

.

6. ทุนนิยมทำให้ความสุขเป็นเรื่องของปัจเจก (ส่วนบุคคล/ตัวฉัน) มากขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องมิติสังคม ถ้าคุณไม่มีความสุขแปลว่าเป็นปัญหาของคุณเอง เช่น การมีสุขภาพดี เป็นเรื่องของเรา เราต้องกินคลีน ไปฟิตเนส (ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ในประเทศนี้) แต่ไม่ใช่ปัญหาของการออกแบบเมืองที่ไม่สนับสนุนการเดินไปทำงาน การคุมตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบอาหารที่มีสารเร่งโต

.

7. สิ่งที่หล่อเลี้ยงทุนนิยมคือการทำให้คนเชื่อว่า “ปัญหาสังคมที่เกิดไม่เกี่ยวกับเรื่องระบบชนชั้นและทุนนิยมเลย” และ “ปัจเจกต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต”

.

8. Concept ความเป็นปัจเจกบุคคล เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ เป็นความเชื่อว่าเราสามารถมีความสุขคนเดียวโดยไม่สนใจคนรอบตัวของเราก็ได้ เป็นตัวของตัวเอง หาประโยชน์ให้ตัวเอง โลกทั้งใบอยู่ที่ตัวปัจเจกเท่านั้น

สิ่งนี้ทำลายความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องเชื่อมต่อกับคนอื่น/สังคม/สิ่งแวดล้อม/ระบบอื่นๆ

.

9. ทุนนิยมทำให้เราต้องสะสมต้นทุนไม่สิ้นสุด (เช่น การเรียนรู้/เรียนออนไลน์/หา connection/สุขภาพดี/โรคต่างๆต้องป้องกันเองก่อน) และถ้าเกิดอะไรพลาด จะโทษตัวเราว่าเป็นที่เราเองที่ทำดีไม่พอเอง

.

10. ทุนนิยม คุณต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา แม้ข้างในคุณจะแย่หรือไม่โอเค

.

11. หัวใจทุนนิยมคือการสร้างผลกำไร สะสมทุน และไหลเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่การสร้างมนุษย์ที่ดี

.

12. ทุนนิยมเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตระดับสูงที่เราเห็นในโลกทุกวันนี้

.

13. ทุนนิยมทำให้ “การพักผ่อน” กลายเป็นความหมายเดียวกับ “ความเกียจคร้าน”

.

14. ทุนนิยมเพิ่มอาการโรค Panic จากโลกดิจิทัลที่เร็วจนเกินไป และเพิ่มโรคซึมเศร้าสูงขึ้นมากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เกิดการแยกเวลาพัก-การทำงานไม่ออกอย่างมาก

.

15. เมื่อเราเข้า Social Network หรือเกมออนไลน์ใดๆ เรากำลังสร้างเงินให้กับ Platform นั้นอยู่ และทำให้กรอบเวลาเราไม่ชัดเจน (อยากเสริมส่วนตัวว่ารวมไปถึง Notification ที่เด้งตลอดเวลาของแอพต่างๆด้วย เป็นการดึงเวลาเราอย่างมหาศาล กระตุ้นการเสพ การซื้อของอย่างมาก และรวมไปถึง App ซื้อของที่ใช้จิตวิทยาข้างในแอพเยอะมาก และมี Notification เด้งทุก 2–3 ชั่วโมงเสมอ — และแน่นอน คาดเดาได้ว่าหากใช้เวลามากไป ซื้อของมากไป ก็ไม่ใช่ความผิดของคนผลิต App แต่เป็นความผิดเราที่คุมตัวเองไม่ได้ต่างหาก เป็นการโยนความผิดให้ปัจเจกล้วนๆ)

.

16. อาการ Burnout / Imposter Syndrome (คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ) / วาทะกรรมอย่าง “ต้องมี Passion หางานที่รัก” / การไม่เห็นความฝันตัวเอง / เหนื่อยกับการตามความสำเร็จ / ต้องมี Productivity แทบจะตลอดเวลา / Normalize การทำงานหนัก / การถูกคาดหวังให้เราทำงานแบบ Work-life integration โดยไม่ให้เราถือหุ้นบริษัทด้วย ฯลฯ อะไรพวกนี้เกิดกับหลายคน เป็นปัญหาเชิงสังคม และมีทุนนิยมอยู่เบื้องหลัง นายทุนได้ผลประโยชน์ (สังเกตว่าคน WFH จนแทบจะ 24 ชม. แต่รัฐบาลไม่แคร์ประชาชนเรื่องสุขภาพจิตเลย) ในขณะที่หลายทศวรรษที่ผ่านมาสภาพการทำงานมันแย่ลงมาก เราสูญเสียการควบคุมชีวิตของเรา กลายเป็นแรงงานอ่อนแอในฟันเฟือง

.

17. ทุนนิยมทำให้แรงงานอ่อนแอ เกิดความเหลื่อมล้ำ บางคนต้องทำงานมากกว่า 2–3 อาชีพ สุดท้ายระบบก็บอกว่า ระบบไม่ผิด ตัวคุณเองที่ผิด ที่ไม่ขยัน ต้องโทษตัวเอง โลกเจอวิกฤตแล้ววิกฤตเล่าแต่คุณไม่หาโอกาสในวิกฤตเอง — สิ่งนี้เป็นการโทษ/โยนความรับผิดชอบให้ปัจเจกจนเกินไปรึเปล่าอะ

.

18. ทุนนิยมบอกให้เราต้องมีตัวตน แสวงหาตัวตนตลอดเวลา ทำให้เกิดธุรกิจ Life Coach (มีทั้งที่โอเคและจอมปลอม และเพิ่งเป็นธุรกิจเมื่อ 2–3 ทศวรรษที่ผ่านมา) / หมอดู / แบบทดสอบต่างๆ มากมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากสังคมที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองตลอดเวลา และสัมพันธ์กับการเกิดการซึมเศร้า

.

19. นักจิตวิทยาฝ่ายขวาชื่อ Jordan Peterson ชอบพูดว่า “เราต้องปัดกวาดบ้านให้เสร็จ ก่อนไปเปลี่ยนโลก” ประเด็นคือ โลกภายนอกต่างหากที่กระทบจนทำให้เราไม่สามารถโฟกัสการปัดกวาดบ้านให้เรียบร้อยได้ คือถ้าเน้นแต่ตัวเราเอง พัฒนาตัวเอง บางทีมันเป็นการกลบปัญหาสังคม แล้วทำให้มีแต่ปัญหาเชิงปัจเจก

เป็นการลดทอนปัญหาเชิงโครงสร้างให้กลายเป็น “คุณยังไม่พยายามพอ”

20. การฆาตกรรมสังหารหมู่มักมีการ live ลง Social Media (เช่น คดีในห้างแห่งหนึ่งที่โคราช) เนื่องจากผู้กระทำรู้สึกลึกๆว่าไม่มีตัวตน ไม่มีใครฟังผู้น้อยอย่างเขา การฆ่าคนทำให้มีตัวตน และทำให้อาชญากรรมสูงขึ้นไปด้วย

.

ภาพจาก AI: ChatGPT “ทุนนิยมกับโรคซึมเศร้า”

21. ท้ายบทความนี้จะมีที่มาของเนื้อหา จะมีลิงค์นึงที่ลิงค์ไปที่เพจ ในนั้นจะมีข้อความส่วนหนึ่งที่อาจารย์พูดไว้ ลองเข้าไปดูอาจเข้าใจว่าทำไมเราถึงชอบเนื้อหาในงานสัมมนานี้ ใบ้แล้วน๊า อิอิ

Update เนื้อหา 2026
เข้าไปดูที่ https://www.facebook.com/numovementt/posts/1395453424185522

.

22. การแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้า คือการแก้ไขปัญหาการเมือง

.

23. ความทุกข์ของเราบางทีอาจเป็น “ความทุกข์เชิงสังคม” ไม่ใช่เรา

.

24. รัฐโยนให้ทุกอย่างให้เป็น “ปัจเจก” ของเราหมดเลย เช่น พ่อแม่สูงอายุ รัฐไม่ช่วย (เราขอไม่นับประเภทให้เศษเงินนิดนึงแล้วแปลว่าช่วยแล้วนะ ไม่คุ้มภาษีที่จ่าย และรัฐใช้วิธีนี้มาตลอด) แต่ลูกต้องกตัญญูดูแล (สังคมต้องเสมอภาค เหมือนต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลผู้สูงอายุให้เลยเป็นสวัสดิการ)

.

25. รัฐสวัสดิการคือการประนีประนอมระหว่างชนชั้นอย่างนึง ทำให้ทุนนิยมอยู่ในสมดุลที่โอเค และเป็นจุดเริ่มต้นของการลดปัญหาสุขภาพจิตของชนชั้นแรงงาน และลดซึมเศร้า

.

26. ผู้ชายมีความรู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบมากกว่าผู้หญิง การฆ่าตัวตายในผู้ชายจึงมีแนวโน้มมากกว่าผู้หญิง

.

27. เราถูกให้ “การออกกำลังกาย/จิตวิทยา/การกินที่ดี” เป็นเรื่องอำนาจทางการแพทย์/ชีววิทยาเยอะจนเกินไป (Medicalization) จนละเลยมิติทางสังคม/การเมือง

.

28. เมื่อไหร่ที่บอกว่าความฝันของใครผิด เรากำลังทำลาย “Self” หรือตัวตนเขา และความฝันไม่ใช่ทุนนิยม แต่เป็นความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนฝันได้

.

29. ในประเทศไทย งานที่มีคุณค่าต่อสังคมเป็นงานที่ได้เงินและสวัสดิการน้อย เช่น คนกวาดถนน พนักงานเก็บขยะ เด็กทำความสะอาด/จัดของในซูเปอร์ฯ ฯลฯ ซึ่งได้เงินและสวัสดิการน้อยกว่าระดับ CEO

ซึ่งเอาจริงเราไม่เห็นจำเป็นต้องมี CEO มากขนาดนั้น การมีคนระดับ CEO จำนวนมากก็ไม่เห็นสร้างอะไรให้สังคมเดินต่อไปได้ เราต้องการคนทำงานในสังคม

ดูจากช่วงโควิดได้ เราต้องการคนหน้างานมหาศาล ไม่ได้ต้องการผู้บริหารจำนวนมากชี้นิ้วถ่ายรูปสร้างภาพ

.

30. ปัญหาทางสุขภาพมีมากกว่าสุขภาพของ ”คนๆ” หนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับสังคม ซึ่งโรคซึมเศร้าให้กินยาได้ แต่ยาไม่ใช่คำตอบระยะยาว

.

31. อาการและโรคซึมเศร้า เป็นอาการของความล้มเหลวในโลกทุนนิยมและเป็นกันทั้งโลก

.

32. ทุนนิยมพยายามทำให้พลังงานของมนุษย์ถูกลำเลียงไปเป็นแรงงาน กดขี่ด้วยภาระหน้าที่ซ้ำซากจำเจ ความทรหดของค่าแรงงาน

.

33. ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากระบบทุนนิยมคือ Global Warming สิ่งแวดล้อมพังพินาศ แต่ว่าชนชั้นนายทุนที่เป็นเจ้าของไฟฟ้า/น้ำประปา/ทรัพยากร เมื่อถึงวันสิ้นโลกก็จะรอดแบบสบายๆหน่อย ชนชั้นมีส่วนในการกำหนดว่าใครจะรอดหรือไม่รอด

.

34. “การตระหนักถึงความต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์” จำเป็นต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี เมื่อมนุษย์มีเหตุผลและได้ใช้จินตนาการ มนุษย์จะทำหน้าที่สมกับเป็นมนุษย์ สร้างสรรค์สิ่งดีๆออกมา ซึ่งสิ่งนี้ทำงานใต้ทุนนิยมไม่ได้เพราะระบบสายพานไม่สามารถเติมเต็มการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละคนได้

.

35. เบื้องต้นที่พอทำได้ในสภาวะแบบนี้คือ พยายามเลิกโทษตัวเองและมองว่าบางทีเป็นปัญหาระดับสังคมแหละ มองปัญหาต่างๆเป็นโครงสร้างมากขึ้น ไม่ใช่ปัจเจก

.

(ข้อ 36–38 เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)

36. สมมติว่ามีประเทศหนึ่งที่…
– มีจำนวนพื้นที่สีเขียว เวทีแสดงออกทางศิลปะดนตรี ที่จรรโลงจิตใจ น้อยมากๆ หรือแทบไม่มีเมื่อเทียบกับอัตราส่วนพื้นที่และประชากร
– ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างคมนาคม สิ่งแวดล้อม ที่พัฒนาโดยมีแรงดันดาลใจจากน้องหอยทากและสล็อตเป็นโมเดลตั้งต้น อยากพัฒนาอะไรก็เหมือนจะโดนขวางไปหมด
– สวัสดิการพื้นฐานประชาชนต้องหาเงินซื้อเอง
– การใช้กฎหมายแปรผันตามความต้องการของผู้มีอำนาจ

ทำให้ส่วนตัวคิดว่าหากสมมติว่าประเทศนี้มีจริง ประชาชนในประเทศน่าจะเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ แม้ภายนอกจะดูยิ้มแย้ม แต่ภายในมีความซึมเศร้าลึกๆก็ไม่แปลกใจ ทั้งนี้นี่คือประเทศสมมตินะๆ อย่าคิดมาก

37. โฆษณาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทุนนิยมใช้ได้เป็นอย่างดีในยุคนี้ โฆษณาทำให้เรารู้สึกต้องมี ต้องสวย ต้องขาว ต้องหล่อ ต้องเก่ง ต้อง Upskill ต้องมีทักษะในศตวรรษที่21 (แม้เข้าศตวรรษที่ 21 มา 21 ปีแล้วก็ยังพูดอยู่) ต้อง…บลาๆๆๆๆ สารพัด เจอแบบนี้ในสื่อต่างๆ บางทีชีวิตมันก็เหนื่อยอะ อย่าง Facebook ไถทุกๆ 6 Feed ก็มีโฆษณาเด้งมาทีนึง วันนึงเราเจอโฆษณาเยอะมากๆๆๆนะ เอาจริง

Update เนื้อหา 2026
-โฆษณาไม่ใช้คำว่า “ทักษะศตวรรษที่ 21” แต่ใช้คำว่า “ยุค AI” แทน
– Facebook ไม่ใช่ขึ้นโฆษณาทุกๆ 6 Feed แล้ว แต่ขึ้นโฆษณาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เราอ่าน 1 Feed เป็นต้นไป นั่นแปลว่าเราเจอโฆษณา/เนื้อหาที่ระบบนำเสนอแบบที่เราไม่ได้ต้องการ แทบจะตลอดเวลาเลยก็ว่าได้

.

38. ระบบ Coin/สะสมแต้ม/คะแนน/คูปอง/กดรับเหรียญทุกๆ 1 วัน ที่อยู่ใน App ซื้อของหรือ App บางอย่าง เป็นหนึ่งใน Gamification ที่ทำให้เรารู้สึกสนุก อยู่ใน Platform นานๆ อาจส่งผลให้เราซื้อของเกินความต้องการโดยไม่รู้ตัว ไม่นับเรื่องความเหนื่อยจากการแย่งโค้ดส่งฟรีตอนเที่ยงคืน/การที่ต้องมานั่งเช็คว่าไอ่สินค้าที่ลด 80% มันลดจริงๆรึเปล่า ชีวิตเหนื่อยอะ

.

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง แรงบันดาลใจ อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://thematter.co/…/capitalist-realism-and…/141630

Similar Posts

  • | |

    การเชื่อพระเจ้าที่ทำให้ความเย่อหยิ่ง (หรืออีโก้) สูงขึ้นโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว…

    ข้อความนี้เป็นข้อความที่เขียนบนโซเชียลส่วนตัวเมื่อปี 2022 เป็นบทความที่เกิดจากการตลกผลึกของตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในการเติบโตฝ่ายวิญญาณและศาสนาของผม “วิญญาณ/กรอบศาสนา” เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้ผม “ตื่นรู้” มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และตอนนี้ คีย์เวิร์ดนี้ได้ทำผมเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล โดยภาพรวม ทำให้ผม ผมได้คัดลอกข้อความบน Facebook มาลงในนี้ และมีการปรับคำศัพท์ให้ดีขึ้น อยากบอกว่า เนื้อหาในนี้เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย แบบเปลี่ยนจริงๆ ไม่ใช่คำโฆษณาสวยหรู ลองดูนะครับ 😀 ** บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคริสเตียน อาจมีศัพท์เทคนิคทางศาสนาเยอะหน่อย แต่ตั้งใจเขียนเขียนให้ทุกคนอ่านได้ครับ ** บทความนี้เป็นบทความที่เขียนโดยมุมมองของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอิงทางศาสนศาสตร์ใดๆได้ เป็นแค่แชร์มุมมองคนๆหนึ่งเท่านั้น อย่าคาดหวังความถูกต้องทางวิชาการแต่อย่างใด ผมสารภาพอย่างหนึ่งว่า เรารู้สึกเป็นคนเลวมาก เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองติด “กรอบศาสนา” ตั้งแต่ไหนแต่ไร เรามีมุมมองการทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการใช้เลนส์ “กรอบศาสนา” โดยคิดว่า การเคร่งศาสนาเป็นความดี การตัดสินคนที่ไม่เชื่อหรือไม่เคร่งเหมือนเราเป็นสิ่งที่ดี และเราภูมิใจกับสิ่งนี้ ลึกๆรู้สึกโอเคกับการตัดสินคน ควบคุมคน คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น (หรือดีกว่าคนไม่เชื่อพระเจ้า) ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภายนอกเราก็ดูเป็นคนที่เป็นคนดี (คิดว่านะ 55+) แต่ด้านในจิตใจที่ทุกคนไม่เห็นด้วยตาคือการภูมิใจกับความเคร่งครัดในกรอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ภายในใจเต็มไปด้วยการตัดสิน การวิจารณ์ ความหยิ่ง อีโก้…

  • | |

    ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?

    “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” โพสนี้ถูกเขียนในปี 2021 บน Facebook ของผม ในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาด COVID-19 แล้วมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีน ผมเลยเขียนโพสสะท้อนความรู้สึก ณ ตอนนั้น ออกมา เกี่ยวกับการแสดงออกของคริสเตียนต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและการเมือง ผมอยากนำมาลงในนี้อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อบันทึกเอาไว้ โดยผมได้ปรับปรุงข้อความเพื่อให้อ่านง่ายมากขึ้นด้วยครับ แต่ยังคงเจตนาการสื่อสารไว้คงเดิม ปล. นี่เป็นโพสที่ได้ยอด Engage สูงสุดเท่าที่เคยเล่น Facebook มา เลยอยากบันทึกเพิ่มไว้อีกว่า ผลลัพธ์จากการโพสครั้งนี้นั้น… ทั้งหมดนี้สอนผมว่า “ทุกความเห็นของเรา มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเสมอ” ปล. 2 อยากเน้นย้ำว่าเป็นความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่บทความวิชาการ และเห็นต่างได้อย่างสร้างสรรค์ #ระบายยาวๆ “ทำไมคริสเตียนระดับผู้ใหญ่หลายคนไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง?” “สรุปเราเป็นคริสเตียนทำไม?” . . ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามีหลายความคิดแล่นเข้ามาในหัว เราเลยเอาความคิดที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 อาทิตย์ ที่ผ่านมา (ซึ่งเขียนรวมๆกันในกระดาษ Post-It 12 แผ่น) เอามาจัดรวมกลุ่ม และมาเขียนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวในโพสนี้ ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก และคิดว่ามีคนพูดถึงรัฐบาลในทางไม่ดีพอควรแล้ว ดังนั้น…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *